แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รสชาติของชาผูเอ๋อร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รสชาติของชาผูเอ๋อร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

ชี่ชาคืออะไร? มีความรู้สึกอย่างไรเมื่อได้ดื่มชาดีที่ชี่ชาแรง?

 


        ในช่วงการชิมชา “ชี่/气”เป็นตัวแปรหนึ่งที่สำคัญ ชี่ชาที่คนชาอาวุโสจะสนทนาอย่างมีรสชาติ เป็นดัชนีชี้วัดตัวหนึ่งของชาดีและชาเก่า บอยครั้งในวงก๊วนที่ร่วมดื่มชาด้วยกัน คนชาอาวุโสหลังได้ดื่มชาดีตัวหนึ่งแล้วจะเอ่ยขึ้นว่า ชี่ชาของชาตัวนี้จากหัวจรดเท้า ไออุ่นออกตรงส่วนนี้ เหงื่อออกตรงส่วนนั้น ตลอดปลอดโปร่งตรงส่วนโน้น

        “ชี่/气” คืออะไร? กับชาวต่างชาติก็จะอธิบายว่า : ชี่คือ“Floating Energy”ซึ่งก็คือพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย หรือเป็น“การสั่นพ้อง(Resonance)/共振”ของปรากฏการณ์ทางกายภาพ


        ลักษณะ 6 ประการที่ร่างกายตอบสนองเมื่อดื่มชาเก่าและชาดี


        ทุกวันนี้ การแปลความหมายของ“ชี่/气”ใหม่ล่าสุด โดยศาสตราจารย์หวังเหวยกง(王唯工)มหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ ได้นำเสนออยู่ในหนังสือ《ท่วงทำนองของชี่/气的乐章》: “ชี่”ก็คือ“เรโซแนนส์”อย่างหนึ่ง เป็นการแสดงออกของ“พลังงาน”ชนิดหนึ่ง

▲《气的乐章/ท่วงทำนองของชี่》: “ชี่”ก็คือ“เรโซแนนส์”ของร่างกาย เป็นแรงขับเคลื่อนให้โลหิตไหลหมุนเวียน เป็นการรักษาที่ต้นเหตุของโรคภัยไข้เจ็บในยุคปัจจุบัน
แพทย์แผนฝรั่งคือความรู้ที่ทำการรักษาคุณไม่ให้ตาย แพทย์แผนจีนเป็นความรู้ที่ทำให้คุณดำรงชีวิตอย่างมีความสุข


        ดังนั้น เมื่อได้ดื่มชาเก่าและชาดีที่ใบชาแสดงออกถึงชี่ที่แรงเป็นพิเศษ จะเกิดความรู้สึกตามคาแลคเตอร์ข้างล่างนี้ได้โดยง่าย :

        1. สะอึก---เนื่องจากชี่ชาไปช่วยเพิ่มเรโซแนนส์ของคลื่นฮาร์มอนิกส์ที่ 3 ของเส้นลมปราณม้าม(第3谐波脾经 , 3.6 Hz) ทำให้การย่อยอาหารได้อย่างราบลื่น ก่อให้เกิดการสะอึก

▲เส้นลมปราณเท้าไท่อินม้าม/足太阴脾经 

        2. ไม่รู้สึกหิวง่าย---เนื่องจากพลังงานที่ก่อเกิดจากชี่ชา ก็เสมือนพลังงานที่ได้จากการย่อยสารอาหารในอาหาร ช่วยลดความรู้สึกหิวได้

        3. เหงื่อออกบนหัวหรือด้านหลังศรีษะ---เนื่องจากชี่ชาเพิ่มเรโซแนนส์ของคลื่นฮาร์มอนิกส์ที่ 6 ของเส้นลมปราณถุงน้ำดี(第6谐波胆经 , 7.2 Hz) เป็นไปได้ที่ไปเพิ่มควาเร็วของการไหลของโลหิตที่ขึ้นไปบนส่วนหัว ทำให้เกิดความรู้สึกร้อน

▲เส้นลมปราณเท้าเส้าหยางถุงน้ำดี/足少阳胆经 

        4. เหงื่อออกทั้งตัว---เนื่องจากชี่ชาไปเสริมสร้างเรโซแนนส์ของคลื่นฮาร์มอนิกส์ที่ 9 ของเส้นลมปราณซานเจียว(第9谐波三焦经 , 10.8 Hz) ทำให้อากาศไหลลื่นไปทั่วร่างกายได้ง่าย  นำอากาศร้อนขนถ่ายไปที่ผิวร่างกายแล้วระบายออกไป ทั่วทั้งร่างจะรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา

▲เส้นลมปราณมือเส้าหยางซานเจียว/手少阳三焦经

        5. ออกร้อนในอุ้งมือและปอดเกิดขึ้นพร้อมกัน

        6. ออกร้อนบนฝ่าเท้าและไตเกิดขึ้นพร้อมกัน


        เพราะเหตุใดจึงไม่สามารถรับรู้ชี่ชาได้?


        คนชาส่วนใหญ่โดยเฉพาะคนใหม่มักมีข้อสงสัยอยู่ในใจว่า : “ที่แท้มีชี่ตามคำร่ำลือที่ไหนเล่า ทำไมถึงสัมผัสไม่ได้สักที?” เหตุผลอาจมีหลายประการดังนี้ : 

        • ขาดการชี้นำ : สภาวะที่ชี่ชาทำให้ร่างกายออกร้อนขึ้นมา ปกติจะพบเห็นได้ในบรรดาชาดี ในการร่วมชิมดื่มชากับคนชาที่เข้าใจชี่ชาดี ภายใต้การชี้แนะอย่างจริงใจจากคนชาอาวุโส จะมีโอกาสค่อนข้างสูงที่มีความรู้สึกเกิดชี่ชาในร่างกาย 

        • การหมุนเวียนที่ไม่ดีในร่างกาย : 10 สาเหตุใหญ่ของการตายยุคปัจจุบัน นอกจากอุบัติเหตุและฆ่าตัวตายแล้ว ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับระบบการหมุนเวียนในร่างกาย เช่น การไหลเวียนของโลหิตไม่ดี การไหลเวียนของลมปราณไม่ดี ลมปราณในร่างกายถูกปิดกั้น จึงไม่ประสบถึงการดำรงอยู่ของชี่ชาได้โดยธรรมชาติ

        • ปัญหาจากการทานอาหาร : การกินของคนยุคนี้ ชอบรสจัด ของทอด บวกกับวัตถุเจือปนอาหารที่เป็นสารเคมีชนิดต่างๆ ยาปฏิชีวนะในเนื้อสัตว์ สารเคมีตกค้างในพืชผัก อาหารดัดแปลงทางพันธุกรรม เป็นต้น ทำให้ความอ่อนไหวทางร่างกายลดต่ำลงเรื่อยๆ    

        การทานอาหารบำรุงมากเกินไป เมื่อทานเข้าไปแล้วไม่ถูกย่อยระบายออกไปอย่างบริบูรณ์ แล้วเกิดการสะสมภายในร่างกาย ทำให้เกิดเป็นภาระหนักของร่างกาย เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุที่ไม่สามารถรับรู้ชี่ชาได้


        เกรดชี่ชาแบ่งออกเป็น 4 อันดับ


        1. ชาเก่า แม้ว่าการนิยามชาเก่าของนักดื่มชาแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่กล่าวโดยทั่วไป อายุ 20 ปีขึ้นไปก็นับเป็นชาเก่า ขอเพียงมีการจัดเก็บอย่างถูกต้อง สารองค์ประกอบและแร่ธาตุในใบชาค่อยๆเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้วค่อยๆเพิ่มขึ้นทีละน้อยๆ

        2. ชาดิบป่า ชาดิบจากต้นชาที่ปลูกกระจายอยู่ตามป่าที่ไม่มีมลพิษทางสภาวะแวดล้อมและจากคน ล้วนดำรงอยู่ได้ด้วยกำลังวังชาของต้นชาตัวมันเอง 

        3. ไม้ต้นโบราณหรือเหล่าชง ไม้ต้นโบราณ(古喬木)ของชาผูเอ่อร์ หรือเหล่าชง(老枞)ของชาวูหลง ล้วนเป็นตัวแทนของชี่ชาที่ทรงพลัง กาลเวลาได้มอบปัญญาแก่ผู้อาวุโส ส่วนที่มอบให้แก่ต้นไม้แก่ กลับเป็นแก่นสารที่มีพลานุภาพที่รวบรวมได้จากทั้งสภาพแวดล้อมและดินฟ้าอากาศ ต้นชาไม้ต้น 300 ปีขึ้นไปในอวิ๋นหนาน ส่วนใหญ่จะสำแดงชี่ชาออกมาที่เยี่ยมยอดเป็นหนึ่งไม่เป็นรองใคร

        4. ต้นชาที่งอกงามในดินปนหินกรวด ดินคือหน้าตาของหินที่ผุกร่อนแล้วตามสภาวะอากาศ ส่วนหินก่อนการผุกร่อนจะประกอบด้วยแร่ธาตุอย่างเต็มเปี่ยม ดังนั้น ต้นชาที่เจริญเติบโตในพื้นที่เป็นหินจะดูดซับแร่ธาตุที่ปลดปล่อยออกจากหินโดยตรง ทำให้สารองค์ประกอบในใบชาจะมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษ


        กล่าวโดยสรุปรวบยอด 

        ใบชาดูดซึมธาตุอาหารจากดินและอากาศ ชาชนิดเดียวกันอยู่ในพื้นที่เหนือระดับน้ำทะเลที่แตกต่างกันและหรือระบบนิเวศดินที่ไม่เหมือนกัน ก่อเกิดรสชาติที่มีคาแลคเตอร์แตกต่างกัน เรียกสั้นๆว่า“ชี่ชา/茶气” ชี่ชาเป็นที่รับรู้ได้โดยปัจเจกบุคคล แต่ละคนต่างปฏิสัมพันธ์กับชาต่างออกฤทธิ์ไม่เหมือนกัน

        ใบชาดูดซับแก่นสารในจักรวาล ชี่ชาคือพลังงานที่อยู่ในใบชา หลังเข้าสู่ในร่างกายแล้วแทรกซึมไปทะลวงเส้นลมปราณ ยกระดับพลังทางจิตให้สูงขึ้น ชาดีสามารถทำให้ผู้ดื่มจิตแจ่มใส

        การชงดื่มใบชาที่มีชี่ชาเต็มเปี่ยม จะปรากฏอาการเหงื่ออกที่พบเห็นประจำ นี่คือกระบวนการเมตาบอลิซึมในร่างกาย มันทำให้สสารที่เป็นพิษในร่างกายถูกขับออกมาพร้อมเหงื่อ สามารถขจัดฤทธิ์เย็นในร่างกาย แล้วทำให้การไหลเวียนของโลหิตในร่างกายไหลลื่นและเร็วขึ้น




เอกสารอ้างอิง :

何謂茶氣? 茶氣足會有什麼表現? : https://www.commonhealth.com.tw/article/83418

เครดิตรูปภาพ :

“การฝังเข็ม - รมยา เล่ม 1” กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2551 ISBN 978-974-16-0789-1 : https://online.pubhtml5.com/mtwf/tuvb/#p=4

วันอาทิตย์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

เก็บชาสุกนานแค่ไหนจะได้ดื่มอร่อยขึ้น?

 


        เมื่อเท้าข้างหนึ่งแหย่เข้าไปในบริบทของชาผูเอ่อร์แล้ว ต้องมีการถามหรือถูกถามว่า : “ชานี้คุ้มค่าที่จะเก็บหรือไม่?” ; “ชานี้เก็บนานแค่ไหนถึงจะเหมาะ?” คำถามเหล่านี้ล้วนดูเหมือนง่ายแต่แท้จริงยากที่ให้คำตอบได้

        ที่ว่าง่ายก็เพราะ“ยิ่งเก่ายิ่งหอม”ของชาผูเอ่อร์เป็นมติมหาชนแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ที่ยากก็เพราะการทำชาผูเอ่อร์ให้“ยิ่งเก่ายิ่งหอม”เป็นจริงได้ต้องอาศัยเงื่อนไขที่มากมายและซับซ้อนมาก ไม่ว่าจะเป็นชาดิบหรือชาสุกล้วนเป็นเช่นนี้ ซึ่งเบื้องหลังคือวิศวกรรมระบบที่เข้มงวด เต็มเปี่ยม ซับซ้อน เกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน

        ชาสุกยุคปัจจุบัน นับได้เป็นเพียง“วัยรุ่น”ท่ามกลางในบริบบของชาผูเอ่อร์ ถือกำเนิดขึ้นในศตวรรษ20 ทศวรรษ70 เป็นต้นมา ก็ได้แสดงตัวตนดุจจุดส่องแสงอยู่ในบริบบของยิ่งเก่ายิ่งหอม ความดื่มด่ำทางกลิ่นเก่าความหนาจะปรากฏออกมายิ่งเด่นชัดขึ้นตามกาลเวลาที่ล่วงเลยไป ดังนั้น การเก็บชาสุกก็กลายเป็นตัวเลือกของผู้คนที่ยิ่งมายิ่งมาก


        เกิดอะไรขึ้นในระยะพัฒนาการของชาสุก?


        พัฒนาการของชาสุกควรที่แยกออกเป็น 2 ขั้นตอนเพื่อมาทำความเข้าใจ

        ขั้นตอนที่ 1 ทั่วไปบ่งชี้ถึงระยะ 2-3 ปีหลังชาสุกผ่านการหมักกองเรียบร้อยแล้ว พัฒนาการในขั้นตอนนี้ในมุมมองของอาจารย์ชาบางท่านถือเป็นส่วนหนึ่งของ“สานพานการผลิต”อยู่ เนื่องจากชาสุกหลังจากเสร็จสิ้นจากการหมักกองจะหลงเหลือกลิ่นที่ทำให้ผู้คนรู้สึกไม่สบายใจจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็คือที่เรียกขานกันทั่วไปว่า“กลิ่นหมัก/堆味” เมื่อผ่านไป 2-3 ปี กลิ่นไม่พึงประสงค์นี้จะถดถอย ก็คงเหลือเพียงกลิ่นเก่าและหนานุ่มของชาสุก

        การเริ่มต้นขึ้นของพัฒนาการในขั้นตอนที่ 2 จึงได้แสดงออกและการยกระดับคุณค่าที่แท้จริงของชาสุก นักเก็บและผู้ชื่นชอบชาผูเอ่อร์จำนวนมากที่ได้ทำการเก็บชามาเป็นระยะเวลายาวนานได้ยืนยันเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือความรู้สึกทางปากของชาสุกจะเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัดตามกาลเวลาที่ล่วงเลยไป จุดสำคัญได้แสดงออกมาทางกลิ่น ความรู้สึกหนาและลื่นของน้ำชา เป็นต้น

        แม้ว่ากลิ่นหอมดูเหมือนจะไม่มีตัวตน แต่ว่าก็ยังสามรถเปิดเผยถึงการเปลี่ยนแปลงของมันโดยผ่านการศึกษาวิจัยทางวิทยาสศาสตร์ จากผลการศึกษาวิจัยผลิตภัณฑ์ชาสุกที่เก็บมาหลายปี คันพบว่า กลุ่มสารแอโรมาติก 3 ชนิดและกลุ่มสารกลิ่นหอมเทอร์พีน 2 ชนิดจะลดลงตามกาลเวลาที่ผ่านพ้นไป ขณะเดียวกัน กลุ่มสารคีโตน กลุ่มสารแอลดีไฮด์และกลุ่มกรดอินทรีย์กลับเพิ่มขึ้น ที่แท้เป็นปรากฏการณ์สอดคล้องกัน คือกลิ่นหอมหวานของชาสุกใหม่ค่อยๆถดถอย กลิ่นเก่าก็จะปรากฏเด่นขัดขึ้นมาในแต่ละวัน


        ทั้งลื่นทั้งเหนียวทั้งเต็มคำ ดื่มชาสุกเก่าเสมือนดื่มน้ำข้าว


        ความรู้สึก“หนา”เมื่อพวกเราดื่มชาสุกเก่า เนื่องจากในน้ำชาประกอบด้วยน้ำตาล โพลิแซ็กคาไรด์ โปรตีนที่ละลายได้ในน้ำเป็นจำนวนมาก

        อัตราส่วนของกรดอะมิโนกับทีโพลิฟีนอลส์ในน้ำชา จะมีผลต่อความรู้สึก“ลื่น” ทีโพลิฟีนอลส์ถูกใช้ไปในกระบวนพัฒนาการของชาสุก กรดอะมิโนและสารกลุ่มน้ำตาลค่อยๆเพิ่มขี้น กระบวนการที่สิ่งหนึ่งลดอีกสิ่งหนึ่งเพิ่มยังดำเนินการอย่างต่อเนื่องในกระบวนการเก็บชา ดังนั้น พัฒนาการของชาสุกมีแนวโน้มพัฒนาไปทางยิ่งมายิ่งหนา ยิ่งมายิ่งลื่น

        ยังมีอีกหนึ่งรายละเอียดที่น่าสนใจ น้ำชาของชาสุกเก่าจะใสสว่างมากกว่า นี่เป็นเพราะจุลินทรีย์ย่อยสลายเส้นใยและโปรตีนอย่างเนื่อง ทำให้สามารถละลายได้ในน้ำ น้ำชาก็จะเปลี่ยนเป็นใสโปร่งแสงโดยธรรมชาติ

        สรุปโดยย่อ แม้ว่าการหมักกองที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงได้หยุดลงเรียบร้อยแล้ว แต่กระบวนพัฒนาการยังดำเนินการต่อไปภายในชาสุก ทำให้คุณภาพยกระดับเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง


        5ปี 10ปี 15ปี...”ระยะยาวนาน”ที่คุณพูดถึงคือยาวนานแค่ไหน?


        ยาวและสั้นของเวลาที่แท้เป็นแนวความคิดในเชิงเปรียบเทียบ พัฒนาการตามกาลเวลาของชาแผ่นหนึ่งจะเกี่ยวข้องกับปัจจัยมากมาย ดังนั้นการที่จะกำหนดระยะเวลาการเก็บชาสุกที่เหมาะสม จะต้องพิจารณาควบรวมทั้งตัวผลิตภัณฑ์ชาและเงื่อนไขของการเก็บชา 

        อย่างเช่นชาสุกจากกรรมวิธี“การหมักเบา”ที่ได้รับความนิยมในไม่กี่ปีมานี้ ที่สามารถคงไว้สารองค์ประกอบที่มากกว่าซึ่งใช้ในพัฒนาการภายหลัง หรือการใช้วัตถุดิบจากต้นชาโบราณที่มีอายุต้นค่อนข้างมากที่คัดเลือกจากแหล่งผลิตชาเฉพาะ เป็นการวางรากฐานสำหรับการหมักชาสุกและพัฒนาการภายหลัง 

        แต่ทว่า ขอกล่าวโดยย่อ ไม่ว่าจะเป็นชาดิบหรือเป็นชาสุก บนหลักการของพัฒนาการย่อมต้องมี“เวลาชิมดื่มที่ดีที่สุด” มิใช่จะยึดติด“ยิ่งนานยิ่งดี”อย่างไม่รู้ข้อเท็จจริง

        จากการรวบรวมประสบการณ์ในการเก็บชาเพื่อชิมดื่มของผู้ชื่นชอบชาสุกจำนวนมาก อาจสามารถที่จะสรุปออกมาได้เช่นนี้ ก็คือเวลาชิมดื่มชาสุกที่ดีที่สุดโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 10 ปี ขั้นตอนนี้ รสชาติ ความรู้สึกและสีของน้ำชาสุกล้วนบรรลุถึงสภาวะที่เข้าใกล้สมบูรณ์แบบ และอาจเป็นไปได้ปรากฏ “กลิ่นการบูร/樟香” “กลิ่นบัว/荷香” “กลิ่นยาจีน/药香” เป็นต้นซึ่งเป็นกลิ่นเฉพาะของชาสุก

        ทว่า จากประสบการณ์ของการเก็บชายังค้นพบว่า เมื่ออายุของชาสุกเกิน 25 ปี รสชาติจะเปลี่ยนเป็นจืดจาง โดยพื้นฐานได้สูญเสียคุณค่าทางการชิมดื่มและการเก็บชาไปแล้ว

        การเก็บชาสุกไม่เสียหายที่จะใช้วิธีการ“ดื่มไปเก็บไป” เริ่มจากการเก็บชาปีที่ 3 ด้านหนึ่งรับรู้ถึงความอบอุ่นและความสุนทรีย์ที่ชาสุกนำพามาให้ ด้านหนึ่งเป็นการรอคอยเพื่อค้นหาคุณค่าทางการชิมดื่มที่พิเศษเฉพาะที่ก่อเกิดจากพัฒนาการภายหลังของชาสุก



เอกสารอ้างอิง :

熟茶存放多久更好喝? : https://m.ipucha.com/show-25-11988.html

วันเสาร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

ทรรศนะ“ระดับความสุก”ของชาผูเอ่อร์

 


        ผู้คนที่ชื่นชอบดื่มชาผูเอ่อร์ล้วนทราบดีว่า การหมักของชาผูเอ่อร์เป็นปฏิบัติการที่แฝงด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง การจัดการที่ไม่ดี จะเกิดผลกระทบรุนแรงต่อคุณภาพของชาผูเอ่อร์ ตลอดระยะในกระบวนการหมัก ชาผูเอ่อร์เปรียบเสมือนผลแอปเปิ้ลบนต้น ระดับการหมักที่แตกต่างกันทำให้ระดับความสุกไม่เหมือนกันแบบเขียวฝาด หรือแดงสด หรือแดงเหล้าองุ่น


        เกี่ยวกับการหมักกองของชาผูเอ่อร์


        “การหมักกอง/渥堆发酵” คือกรรมวิธีการผลิตที่สำคัญที่ก่อเกิดคุณภาพพิเศษเฉพาะของชาผูเอ่อร์ หลังใบชาผ่านการผลิตเบื้องต้นออกมาเป็นเหมาฉา(毛茶) แล้วนำมาผ่านกระบวนการโดยใช้วิธีการที่ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อเร่งพัฒนาการของใบชา

        เขตพื้นที่ทำการหมักชาผูเอ่อร์ที่อยู่เหนือระดับน้ำทะเลต่างกันจะต้องใช้เวลาในการหมักไม่ค่อยเท่ากัน ชาฤดูใบไม้ผลิโดยทั่วไปใช้เวลา 60-70 วัน ชาฤดูร้อนและชาฤดูใบไม้ร่วงโดยทั่วไปจะใช้เวลา 50-60 วัน


        หลักการทางเคมีของการหมัก


        การหมักของชาผูเอ่อร์ เบื้องต้นสีเหมาฉาจะเปลี่ยนออกไปทางแดงทางเข้ม น้ำชาจะค่อยๆเปลี่ยนเป็นแดง ต่อมาอันเนื่องจากปฏิกิริยาการย่อยสลายของสารโมเลกุลใหญ่ในใบชา จะปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำและพลังงานออกมาเป็นจำนวนมาก(ทำให้ใบชาน้ำหนักลดลง 15-20%) เซลล์ใบจะหดตัว เส้นใบชาจะกำชับแน่นขึ้นและเล็กลง ใบชาที่ยังอ่อนมากบางส่วนภายใต้การมีส่วนร่วมของกรดผลไม้(Alpha Hydroxy Acid)จะจับตัวเป็นก้อนชา

        ผลสุดท้ายคือใบชา กลิ่นหอม สารที่มีรสเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ภายใต้ปฏิกิริยาที่เกิดจากจุลทรีย์และความร้อนชื้น สารให้รสกลิ่นแบบหญ้าที่มีจุดเดือดต่ำจะมลายหายไป กลิ่นชาเก่าจะแรงขึ้น รสขมฝาดจะจืดจางลง ค่อยๆกลายเป็นชาสุกที่มีคุณภาพพิเศษเฉพาะเช่นมีสีน้ำตาลแดงสว่าง รสหวานนุ่มละมุ่น


        ทัศนคติทาง“ระดับความสุก”ของชาผูเอ่อร์และจุดเด่นจุดด้อย


        ชาสุกผูเอ่อร์จัดเป็นชาที่เกิดการหมักสมบูรณ์ ระดับการหมักในการดำเนินการหมักชาสุกผูเอ่อร์มีอยู่  3 ระดับอย่างคร่าวๆ แบ่งออกเป็น“การหมักระดับเบา” “การหมักระดับพอดี” และ “การหมักระดับหนัก”

        จากการรวบรวมประวัติศาสตร์การหมักของชาสุกผูเอ่อร์ จากจุดริเริ่มทำการทดลองการหมักจนถึงปี 1973 หลังจากที่กรรมวิธีการหมักกองได้ก่อตัวขึ้นมา เป็นช่วงระยะเวลาที่ยาวนานช่วงหนึ่งที่ล้วนใช้กรรมวิธีการหมักเบาเป็นส่วนใหญ่

        ต่อมา เมื่อเกิดความชำนาญและสะสมประสบการณ์มาแรมปีในกรรมวิธีการหมักของโรงงานชาขนาดใหญ่ โดยทั่วไปจะหันมาใช้วิธีการหมักพอดี ตั้งแต่ปี 2005 ธุรกิจชาผูเอ่อร์เริ่มมีวิธีการหมักหนัก สืบเนื่องจากปัจจัยทางสภาพอากาศ คนและสภาพแวดล้อมจะมีผลกระทบต่อวิธีการหมักค่อนข้างมาก ถ้าเช่นนั้นการหมักหลายระดับดังกล่าวข้างต้น แบบไหนจะดีกว่ากันแน่? 


        การหมักเบาแบบ“แอปเปิ้ลเขียวฝาด/青涩苹果”

        ระดับการหมัก < 70%


        การหมักเบา ชื่อก็บอกเป็นนัยๆ  ก็คือชาสุกที่ระดับการหมักค่อนข้างเบา ถ้าหากแบ่งขั้นการหมักออกเป็น 10 ระดับ การหมักระดับ 7 ถูกจัดเป็นการหมักระดับเบา ระดับการหมักมากกว่า 70% จัดเป็นการหมักสมบูรณ์ ต่ำกว่าระดับนี้ ก็คือการหมักเบา

        แต่กาลก่อน ในมุมมองของคนทำชาผู้มากประสบการณ์และคอชาสุกผู้ทรงคุณวุฒิ ชาสุกที่ได้จากการหมักระดับนี้จะไม่สามารถเรียกขานเป็นชาสุก เนื่องจากมันยังดำรงไว้ซึ่งคุณลักษณะบางอย่างที่เป็นนัยสำคัญของชาดิบ อาทิเช่น หุยกาน กระตุ้นน้ำลายสอ รสขมฝาด เป็นต้น น้ำชายังไม่เข้มข้นนุ่มลื่นดั่งเช่นชาสุกที่ระดับการหมักสมบูรณ์

        การหมักระดับ 7 เป็นจุดเริ่มต้นของการหมักระดับเบา ใบชาจะออกสีอ่อน กากใบชาปรากฏเป็นสีน้ำตาลค่อนไปทางอ่อน เห็นแล้วดูเหมือนชาดิบเก่าที่เก็บไว้ 10 ปีขึ้นไป

        ชาที่การหมักระดับเบาก็เหมือนผลแอปเปิ้ลที่ยังไม่สุก รสหวานไม่ฉ่ำ เปรี้ยวฝาดยังหลงเหลืออยู่ แต่ปรากฏหุยกาน กระตุ้นน้ำลายสอ มีความดื่มด่ำทางคอดีมาก หลังดื่มจะมีความรู้สึกเย็นสดชื่นชั่ววูบ นี่ก็คือเหตุผลที่ชาการหมักระดับเบายิ่งมายิ่งได้รับความนิยมในไม่กี่ปีมานี้

        ทำนองเดียวกันก็เพราะการหมักระดับเบา จะมีความหนานุ่มและไหลลื่นขาดไปเล็กน้อยที่ชาสุกควรจะมี ชาที่การหมักระดับเบาจะแย่เมื่อนำมาชงดื่มทันทีในปัจจุบัน แต่ในกระบวนพัฒนาการภายหลังของการเก็บชา จะก่อเกิดรสชาติและกลิ่นหอมที่มีความเป็นอัตลักษณ์มากขึ้น คุณค่าทางพัฒนาการภายหลังจะมีพื้นที่ใหญ่มาก

▲การหมักเบา/轻发酵---เต็มคำ หุยกาน กระตุ้นน้ำลายสอ รสชาติที่คุณสามารถดื่มได้

▲การหมักเบา/轻发酵---กากใบชาสุกสีน้ำตาลแดง / มันลื่น / มีชีวิตชีวา


        การหมักพอดีแบบ“ไม่มากไม่น้อย/不多不少”

        ระดับการหมัก 70% < 80%


        การหมักพอดีเป็นวิธีการหมักที่ถือว่าดีที่สุดเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปในปัจจุบัน การหมักอยู่ที่ระดับ 8 เมื่อเทียบเคียงกับการหมักเบาและการหมักหนักแล้ว การหมักพอดีจะมีจุดเด่นพร้อมกันของทั้ง 2 ระดับการหมัก ไม่เฉพาะมีความหนาแน่นเต็มคำและระดับความหวานของน้ำชาจากการหมักระดับหนัก ยังเพียบพร้อมด้วยหุยกานและกากชาที่มีชีวิตชีวาของชาจากการหมักระดับเบา แล้วสามารถหลบหลีกจุดด้อยของการหมักระดับหนักกับการหมักระดับเบา

        ชาสุกผูเอ่อร์จากการหมักพอดีจะมีคุณค่ายิ่งมากในการเก็บชาเพื่อพัฒนาการภายหลัง พัฒนาการได้ยิ่งดี ยิ่งมีช่องว่างในการเก็บรักษา ดังนั้นจึงขอแนะนำให้เพื่อนชาที่ชอบเก็บชาเมื่อคิดที่จะเก็บชาสุกผูเอ่อร์ให้เลือกผลิตภัณฑ์ชาที่การหมักระดับพอดี

▲การหมักพอดี/适度发酵


        การหมักหนักแบบ“เลยเถิดไม่ดี/过犹不及”

        ระดับการหมัก > 90%


        ชาที่มีการหมักหนักบ่งชี้ถึงชาสุกที่ระดับการหมักมากกว่า 90% ถ้าหากกล่าวว่าการหมักเบาคือแอปเปิ้ลเขียวที่ยังไม่สุก การหมักพอดีคือแอปเปิ้ลแดงที่มีรสหวานฉ่ำอร่อย ถ้าอย่างงั้นการหมักหนักก็คือแอปเปิ้ลที่สุกเกิน ถึงจุดนี้ สารตั้งต้นที่สามารถพัฒนาการในใบชาได้ถูกใช้ไปเกือบหมดแล้ว ทั่วไปสีใบชาจะออกสีน้ำตาลดำกระทั่งออกเข้มกว่า

        จุดเด่นของการหมักระดับหนักคือการยกระดับความหวาน ความหนืดและความรู้สึกหนาของน้ำชาเพิ่มสูงขึ้นมากๆ แต่เนื่องจากสารที่มีฤทธิ์ได้ถูกใช้ไปหมดแล้ว ทำให้ความลื่นไหลของน้ำชาขาดหายไป และก็ไม่มีพื้นที่หลงเหลือสำหรับพัฒนาการในภายหลัง สูญเสียคุณค่าของการจัดเก็บ จึงไม่อยู่ในกระแสนิยมของตลาด 

        ทั่วไป การหมักระดับหนักในการหมักชาสุกผูเอ่อร์เป็นที่ไม่ต้องการที่สุด แต่เนื่องจากการหมักระดับหนักได้เพิ่มความหวาน ความหนืด ความรู้สึกหนาสูงขึ้น ดังนั้นจึงมีองค์กรธุรกิจและโรงงานชาไม่น้อยที่ต้องการออกตัวสินค้าเข้าไปในตลาดได้เร็ว จึงใช้วิธีหารหมักระดับหนัก ซึ่งชาสุกที่ได้จาหการหมักระดับหนักจะดีเมื่อนำมาชงดื่มทันทีในปัจจุบัน มีความรู้สึกทางปากที่ลื่นและค่อนหวาน ทิ้งไว้ไม่กี่เดือนคอยให้กลิ่นหมักหมดไปก็สามารถนำมาดื่มได้ มีจุดด้อยที่เด่นชัดคือ คุณค่าต่ำในการเก็บชาเพื่อพัฒนาการภายหลัง ดื่มไม่คล่องคอ

▲การหมักหนัก/重发酵


        ระดับการหมักของชาสุกยังไม่มีมาตรฐานทางธุรกิจดังกล่าว บ่อยครั้งมากที่คุณพูดว่าระดับ 7 อาจเป็นไปได้เป็นระดับ 8 ที่ข้าพูดถึง ซึ่งระดับ 8 ของข้าก็อาจเป็นไปได้ที่เขาคิดว่าเป็นระดับ 9...แต่ละคนก็มีความคิดที่แตกต่างกันออกไป ไม่สามารถใช้มาตรฐานเดียวกัน

        กล่าวโดยสรุป คนทุกคนต่างมีรสชาติที่ชื่นชอบของตนเอง การหมักเบา การหมักพอดีและการหมักหนัก ระดับไหนที่ดื่มได้ดีกว่ากัน? ที่แท้นี่คือปัญหาที่ยังไม่สามารถให้คำต้องที่ถูกต้องได้ชั่วคราว



เอกสารอ้างอิง :

孰轻孰重 , 论普洱茶的“成熟度” : https://m.ipucha.com/show-34-1225.html

วันศุกร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

ชาที่สามารถยิ่งเก่ายิ่งหอม ต้องเป็นชาที่มีความหนา

 


        ปี 2019 เป็นปีครบรอบ 20 ปีที่ชาผูเอ่อร์“99 ยี่ชางห้าว/99易昌号”ถือกำเนิดขึ้นมา เป็นชาดิบผูเอ่อร์ชุดแรกที่ผลิตโดยห้างชาชางไท่(昌泰茶行)ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1999 เป็นชาที่สั่งผลิตโดยไท่จวิ้นลิน(太俊林) โดยเสนอให้ใช้วัตถุดิบจากแหล่งยี่หวู่(易武) ชาล็อตแรกส่วนใหญ่ถูกส่งไปขายในตลาดฮ่องกง

▲ชุดผลิตภัณฑ์“99 ยี่ชางห้าว/99易昌号”---ใช้วัตถุดิบเนื้อเดียวจากต้นชาโบราณปล่อยป่า(เดิมเรียกเป็นชาป่า) ถูกยกย่องให้เป็นผู้บุกเบิกชาเขาของแหล่งชายี่หวู่(易武茶)

        ไท่จวิ้นลินได้รำลึกว่า ในสมัยนั้นพ่อค้าชาฮ่องกงคุ้นเคยกับรสเข้มข้นร้อนแรงของ 7542 จากโรงงานชาเหมิงไห่(勐海茶厂) ทั่วไปเห็นว่า“99 ยี่ชางห้าว”มีรสจางอ่อนเกินไป จึงไม่เห็นดีเห็นงามกับชาตัวนี้

        ไม่มีใครคาดคิดได้ว่า หลังผ่านกาลเวลาไป 20 ปี “99 ยี่ชางห้าว”เกิดพัฒนาการให้ความรู้สึกของรสชาติที่เป็นอัตลักษณ์และน่าหลงใหลออกมา กลายเป็นชาที่โดดเด่นในหมู่ชาผูเอ่อร์ยุคกลาง กระทั่งค่อยๆไต่เต้าไปสู่ในระดับชั้นของชาเก่า

        ไท่จวิ้นลินกล่าวว่า ตั้งแต่ที่เขาเริ่มการเรียนรู้เรื่องชา ก็ได้สัมผัส“ซ่งพิ่นห้าว/宋聘号”แล้ว ในตอนนั้นซ่งพิ่นห้าวได้จุดประกายเขาว่า นี่จึงเป็นสิ่งที่ชาผูเอ่อร์ควรจะเป็น ดังนั้น เขาจึงสืบเสาะแสวงหารอยเท้าของซ่งพิ่นห้าว เริ่มจากยี่หวู่อันเป็นบ้านเกิดของซ่งพิ่นห้าว ใช้กรรมวิธีการผลิตแบบดั้งเดิมทำการผลิตออกมาเป็น“99 ยี่ชางห้าว”

▲ชุดผลิตภัณฑ์“99 ยี่ชางห้าว/99易昌号”---จากต้นทุนวัตถุดิบ 2-3หยวน/1ชั่งจีน ราคาขายเริ่มแรกไม่กี่สิบหยวนต่อแผ่น ถึงปี2005 120หยวน/แผ่น ถึงปี2009ประมาณ 1000หยวน/แผ่น ตราบจนถึงปัจจุบัน หั่งเช้งได้ทะลุ 30000หยวน/แผ่น


        ผ่านประสบการณ์ด้านชามายาวนาน และจากการศึกษาตัวอย่างชาเก่าและชายุคกลางมาเป็นจำนวนมาก ไท่จวิ้นลินได้ข้อสรุปออกมาว่า : มิใช่บรรดาชาผูเอ่อร์ทั้งหลายจะเดินอยู่บนเส้นทางของ“ยิ่งเก่ายิ่งหอม/越陈越香” 

        ถ้าหากเป็นเพราะวัตถุดิบ กรรมวิธีการผลิต การจัดเก็บ ไม่ว่าขั้นตอนไหนเกิดปัญหาขึ้นมา ล้วนเป็นสาเหตุจากคนที่ไปทำลายปัจจัยต่างๆของการหมักโดยจุลินทรีย์ในชาผูเอ่อร์ เป็นเหตุให้ชาผูเอ่อร์อาจไม่สามารถเดินไปสู่“ยิ่งเก่ายิ่งหอม” กลับกลายเป็น“เส้นทางที่ไม่ย้อนกลับ”ของ“การเปลี่ยนเป็นแดงจากออกซิเดชั่น/氧化红变” การเดินบนเส้นทางนี้อีกต่อไป ไม่ว่าจะกี่ปี หรือกี่สิบปี ล้วนจะไม่ได้ชาเก่าผูเอ่อร์ที่พวกเราคาดหวัง ซึ่งเป็นได้เพียง“ชาแดงที่หมดอายุ”ที่น้ำชาสีแดง รสเปลี่ยนเป็นจืดจาง


        ในบรรดาผลิตภัณฑ์ชาร้อยแปดพันเก้า จะทำการคัดเลือกออกมาได้อย่างไรที่สามารถยิ่งเก่ายิ่งหอมในอนาคตได้ เป็นชาดีที่มา“ถูกทาง” ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้บริโภคชาผูเอ่อร์จำนวนมากต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บชาที่บ้าน หรือเป็นการเก็บชาแบบมืออาชีพ ผู้บริโภคทุกคนหลังผ่านการรอคอยอันยาวนานมาพร้อมความหวังล้วนไม่อยากคาดหวังว่าสุดท้ายชาผูเอ่อร์ที่ตนจัดเก็บมีผลออกมาน่าผิดหวัง

        มาตรฐานการประเมินชาของไท่จวิ้นลินคือการยึดถือ“ความหนา/厚度”เป็นตัวที่สำคัญที่สุด

        “ความหนา”บ่งชี้ถึงชาที่มีสารองค์ประกอบอย่างบริบูรณ์ ผ่านกรรมวิธีการผลิตอย่างถูกต้อง 

        “หนา”ในขั้นตอนการผลิตเบื้องต้น ไม่ได้ใช้วิธี“การหมักก่อน/前发酵”ที่ต้องสูญเสียสารตั้งต้นสำหรับ“การหมักหลัง/后发酵”ในใบชา หรือที่พวกเราเรียนขานกันทั่วไปว่า“พื้นฐานชาดี”


        จะประเมินอย่างไรว่าชาผูเอ่อร์มี“ความหนา”หรือไม่ ไท่จวิ้นลินได้แนะนำให้อ้างอิงวิธีการทดสอบตามแบบฉบับของคนชาอาวุโสชาวฮ่องกง

        ถ้วยก้ายหว่านความจุ 200 ml ใบชา 3.75 กรัม ชงน้ำแรกแช่นาน 5 นาที ชงน้ำที่สองแช่นาน 5 นาที ชงตามลักษณะนี้เป็นลำดับ

        สังเกตใบชาหลังชงถึงน้ำที่เท่าไรจึงปราฏกรสน้ำเปล่า ถ้าหากรสน้ำเปล่าปราฏกออกมายิ่งเร็ว ก็เป็นการยืนยันว่าชายิ่งบาง

        สมมุติชาตัวหนึ่งชงถึงน้ำที่สามแล้ว หลังน้ำที่สี่ น้ำที่ห้า ถ้าหากรสน้ำชายังกลบรสน้ำเปล่า นั่นแสดงว่าชาตัวนี้เป็นไปตามมาตรฐานของ“หนา” เป็นชาตัวหนึ่งที่มีศักยภาพทางพัฒนาการ เป็นชาที่มา“ถูกทาง” แต่ทว่า จะสามารถเดินอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องของยิ่งเก่ายิ่งหอมอย่างแท้จริงหรือไม่ ยังต้องรับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมของสถานที่จัดเก็บและกาลเวลา 


ปัจฉิมลิขิต :

        ในวงการชาผูเอ่อร์ปัจจุบันจะยึดชาฤดูใบไม้ผลิเป็นชาล้ำค่า กระทั่งมีบางองค์กรธุรกิจโฆษณาว่าธุรกิจตนเองจะทำเฉพาะชาฤดูใบไม้ผลิ ราคาของชาฤดูร้อนและฤดูใบไม่ร่วงจึงต่ำกว่าชาฤดูใบไม้ผลิมาก แต่ทว่า “ชาเกรดห้าง/号级茶”อายุร้อยปีจำนวนมาก ล้วนสามารถพบเห็นแกลบปนอยู่ในใบชา นั่นก็คือแกลบที่หล่นตกเข้าไปผสมในขั้นตอนการคั่วชาตากชาที่บรรพบุรุษกระทำการไว้ในกาลนั้น ซึ่งข้าวเปลือกจะถูกเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง เป็นเครื่องพิสูจน์ว่ามีชาฤดูใบไม้ร่วงประกอบอยู่ในแผ่นชาเก่า

        เมื่อได้ทำการทดสอบพิสูจน์โดยทางวิทยาศาตร์แล้วค้นพบว่า แม้ว่าเป็นสวนชาที่เดียวกัน ฤดูกาลที่ต่างกัน ปริมาณกับชนิดของจุลินทรีย์และเอนไซม์ที่กระจายอยู่ในใบชาจะไม่เหมือนกัน ซึ่งชาสูตรผสม 3 ฤดูกาล ก็เพื่อเป็นหลักประกันชนิดกับปริมาณของจุลินทรีย์และเอนไซม์ในใบชาในภาวะที่มีข้อจำกัดที่สุด

▲ยิ่งเก่ายิ่งหอม/越陈越香---ในภาวะที่มีข้อจำกัดที่สุดจำต้องดำรงไว้ชนิดและปริมาณของจุลินทรีย์และเอนไซม์ และก็แหล่งสารอาหารของมันซึ่งอยู่ในใบชา


เอกสารอ้างอิง :
越陈越香 , 才是普洱茶的模样 : https://m.puercn.com/news/143719/

วันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

ความเข้มและความหนาของน้ำชาเป็นคนละเรื่องเดียวกัน ?




        ในห้วงเวลาที่พวกเราชิมดื่มน้ำชา มักจะได้ยินคำคุณศัพท์ที่ไม่เหมือนกันอยู่เป็นประจำ มีบางคนพูดคำว่า “เข้ม/浓(nóng)” มีบางคนพูดคำว่า “หนา/厚(hòu)”  

        โดยการฟังอย่างผิวเผิน ความหมายของเข้มกับหนาแทบจะไม่แตกต่างกัน แต่ในความเป็นจริง“ความเข้ม”และ“ความหนา”ในน้ำชาเป็นแนวความคิดที่ไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง บนหลักการหรือกลไกที่ก่อเกิดขึ้นก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

        ถ้าเช่นนั้น ระหว่าง“เข้ม”กับ“หนา”ที่แท้มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร? พวกเราควรที่จะแยกแยะโดยทางวิทยาศาสตร์เพื่อการสาธยายหรือถ่ายทอดความรู้สึกจากการชิมดื่มของพวกเราที่มีต่อชาตัวหนึ่งได้อย่างไร?


        “เข้ม” บ่งชี้ถึงอะไร?


        ช่วงเวลาดื่มชา พวกเรามักจะได้ยินเสมอถึงการพรรณนาลักษณะแบบนี้ : “ชานี่ขมมากจังเลย เป็นเพราะเข้มเกินไปหรือเปล่า?” ; “ใส่ชาปริมาณมากเกินไป ชงออกมาเข้มจัง” ; “ชงแช่นานเกินไป ชาเข้มเกินไปแล้ว” เป็นต้น

        น้ำชาที่มีรสขมฝาด ชงด้วยปริมาณใบชาและเวลาชงแช่มากเกินไป นี่ก็คือชาเข้มใช่หรือไม่? คำตอบจะถูกเฉลยในไม่ช้านี้

        ก่อนอื่น พวกเรามาดูความหมายของคำ “เข้ม/浓” ซึ่งในพจนานุกรมอธิบายไว้ว่า : หนาแน่น/稠密 ; มีสารประกอบบางตัวในปริมาณมาก ตรงกันข้ามกับคำ “จาง/淡(dàn)”  

        ตอนที่พวกเราพรรณนาถึงชาที่เข้มกว่า ความเป็นจริงก็คือพวกเรารับรู้รสชาติที่แรงอ่อนของน้ำชา

        ต้นสายปลายเหตุเข้มกับจางของน้ำชา ก็คือสารทีโพลิฟีนอลส์เป็นตัวกำหนด ปริมาณทีโพลิฟีนอลส์ยิ่งมาก จะทำให้พวกเรารับรู้น้ำชายิ่ง“เข้ม”

        มีบางคนนำ“รสขม”กับ“ความเข้ม”มาเกี่ยวพันกัน ก็เป็นเพราะว่าทีโพลิฟีนอลส์เป็นต้นกำเนิดรสขมของน้ำชา

        แต่ทว่า“ขม”ที่ทีโพลิฟีนอลส์นำพามา ก็คือ“ขม”จาการแปรเปลี่ยนของประสาทสัมผัสที่ก่อเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของความเข้ม

        น้ำชาที่มีทีโพลิฟีนอลส์ความเข้มค่อนข้างสูง จะนำมาซึ่งการรับรู้รสเปรี้ยว เกิดการฝาดสมานอย่างรุนแรง เป็นไปตามที่ความเข้มค่อยๆลดลง จะสำแดงแรงกระตุ้นระดับเล็กน้อยจากรสขมฝาด แต่ภายในโพรงปากจะเกิด “หุยกาน/回甘” เกิดความรู้สึก “หวาน/甘” ภายใต้ความเข้มในระดับที่ค่อนข้างต่ำ จะเกิดความรู้สึกที่กานหวานมากขึ้น แรงกระตุ้นจะอ่อนลง

        ดังนั้น เมื่อพวกเราเอ่ยถึงเข้มกับจาง ที่แท้ล้วนเป็นการรับรู้รสชาติจากปลายลิ้นของพวกเราที่นำพามาโดยทีโพลิฟีนอลส์


       แล้ว “หนา” คืออะไร?


        ถ้าหากสามารถนำ“ความหนา”มาสาธยายชาตัวหนึ่งได้แล้วไซร้ งั้นบ่งบอกถึงคุณก็เป็นคอชาที่มีพื้นฐานการชิมดื่มคนหนึ่งอย่างแน่นอน

        แต่ผู้คนจำนวนมากแม้ว่าปากพูดออกมาได้ แต่ความรู้สึกที่มีต่อ“ความหนา”ยังเป็นลักษณะกำกวม กระทั่งผสมปนเปกันกับ“ความเข้ม” ที่แท้“ความหนา”มีความรู้สึกอย่างไรกันแน่?


        ความรู้สึกทางกายภาพอย่างไรจึงสามารถกล่าวได้ว่าคือ “หนา” ?

    

        “หนา/厚” ตรงข้ามกับ “บาง/薄” ดูจากตัวหนังสือมีความหมายว่า เป็นความรู้สึกที่เต็มอิ่ม หนักแน่น ซึ่งแตกต่างกับ“เข้ม” “หนา”มิใช่ผลจากการรับรู้ทางรสชาติของพวกเรา แต่เป็นความรู้สึกจากประสาทสัมผัส “หนาบาง”ที่เฉพาะเจาะจงของน้ำชา ก็คือความรู้สึกจากการสัมผัสน้ำชาของปลายลิ้น

        การอธิบาย“บอดี้กาแฟ”ในหลักการชิมประเมินกาแฟสามารถนำมาพรรณนาถึงความรู้สึกจากประสาทสัมผัสลักษณะนี้ได้อย่างถูกต้องทีเดียวว่า : “การรับรู้ในโพรงปากถึงความหนักเบาหรือระดับความเต็มปากเต็มคำของเครื่องดื่ม”

        และก็บ่งชี้ถึงเมื่อดื่มกาแฟเข้าปากแล้ว ความรู้สึกแนบติดที่กาแฟเคลือบอยู่ที่ลิ้นและกระพุ้งแก้ม

        กาแฟที่บอดี้บางจะกลืนคล่องคอ ไม่มีแรงต้าน ซึ่งตรงกันข้ามกับกาแฟที่บอดี้หนา ทำนองชาก็มีหลักการเดียวกัน


        ถ้าเช่นนั้นความหนาในน้ำชาถูกกำหนดโดยสารอะไร?


        คำตอบก็คือสารในใบชาที่ละลายได้ในน้ำและมีความหนืด อย่างเช่น น้ำตาลที่ละลายได้ในน้ำ เป็นต้น

        น้ำตาลที่ละลายได้ในน้ำไม่ใช่เฉพาะน้ำตาลกลูโคส น้ำตาลฟรักโทส ที่พวกเราสามารถรับรู้รสหวานได้อย่างชัดเจน ยังครอบคลุมถึงสารเพกทินที่ละลายได้ในน้ำ แป้ง เป็นต้น

        พวกมันจะทำให้น้ำชามีความข้นหนืดเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่ง แล้วก่อเกิดความรู้สึกหนืดจากประสาทสัมผัส นอกจากน้ำตาลที่ละลายได้ในน้ำที่สามารถทำให้มีความรู้สึกหนาแล้ว ที่แท้กรดอะมิโนก็มีการเสริมฤทธิ์ซึ่งกันและกัน ทำให้พวกเรารู้สึกน้ำชา“หนา”มากขึ้น

        ปริมาณมากน้อยของสารที่ละลายได้ในน้ำ จะขึ้นอยู่กับวัตถุดิบและกรรมวิธีการผลิต

        ทางด้านวัตถุดิบ ชาฤดูใบไม้ร่วงจะมีน้ำตาลที่ละลายได้ในน้ำในปริมาณที่มากกว่าชาฤดูใบไม้ผลิ ต้นชาที่อายุต้นยิ่งมากยิ่งมีน้ำตาลที่ละลายได้ในน้ำและกรดอะมิโนในปริมาณยิ่งสูง

        ทางด้านกรรมวิธีการผลิต ในขบวนการผึ่งแดดและตากลม ไฮโดรเลส(Hydrolase)จะทำให้ปริมาณของน้ำตาลที่ละลายได้ในน้ำเพิ่มขึ้น ช่วงการนวดเพกทินที่มีความหนืดสูงจะซึมอยู่ในเส้นใบชา เมื่อชงชาอัตราการละลายออกมาของสารที่มีความหนืดจะเพิ่มสูงขึ้นมาก นอกจากนั้น กรรมวิธีการหมักจะก่อเกิดน้ำตาลที่ละลายได้ในน้ำในปริมารที่มาก ฉะนั้น “ความหนา”ของชาสุกผูเอ่อร์และชาแดงจึงสูงกว่าในเชิงเปรียบเทียบ


        “หนา” มีนัยยะอะไร?


        พวกเรารู้แล้วว่า ชาตัวหนึ่งจะมีความหนาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับตัวเนื้อแท้ของชา ก็คือสารที่เป็นองค์ประกอบในใบชามีปริมาณมากน้อย สามารถละลายแยกตัวออกมาในช่วงการชงทำให้มีรสชาติที่เต็มอิ่มหรือใม่

        ในขณะที่ทำการชิมประเมินชาผูเอ่อร์ตัวหนึ่ง และโดยทั่วไปจะนำความหนาที่สำแดงออกมาเป็นตัวอ้างอิงที่สำคัญ โดยทั่วไปชาผูเอ่อร์ที่คุณภาพดีล้วนเพียบพร้อมด้วยจุดเด่นของ“หนา” นี่ไม่เพียงเป็นตัวแทนด้านความเต็มอิ่มของคุณสมบัติประจำตัวของใบชา ยังเป็นตัวกำหนดความสามารถทางพัฒนาการในภายหลังของชาว่า จะเพียบพร้อมด้วยศักยภาพยิ่งเก่ายิ่งหอมหรือไม่ 

        ดังนั้น ในฐานะที่เป็นผู้บริโภค ในการเลือกชาที่มีคุณภาพดีในการชิมดื่ม ก็ควรที่จะเรียนรู้ในการวินิจฉัย“ความหนา” 

        ในการพินิจชาตัวหนึ่งจะมีความหนาหรือไม่ ก่อนอื่นสำรวจวัตถุดิบ ต้นชาโบราณที่อายุต้นยิ่งมากจะมี“ความหนา”ยิ่งสูงในเชิงเปรียบเทียบ ชาเด็ดเก็บในฤดูใบไม้ร่วงจะมีสารองค์ประกอบมากกว่า ขณะเดียวกันก็สามารถนำจุดเด่นโดยรวมของวัตถุดิบของเขตพื้นที่ผลิตนั่นๆมาเป็นตัวอ้างอิงได้

        ชาที่เพียบพร้อมด้วยความหนาจะมีรสชาติที่เต็มปาก รู้สึกเคลือบติดแรง ช่วงน้ำชาไหลวนเวียนอยู่ในโพรงปากจะมีความรู้สึกที่ชัดเจนมากขึ้น

        ดังนั้น พวกเราก็สามารถอาศัยการรับรู้ในการชิมดื่มมาแยกแยะ“ความหนา”ของชาผูเอ่อร์

        ในขณะที่ทำการชิมดื่ม สามารถใช้ลิ้นมารับรู้น้ำชา หลังดื่มเข้าปาก ควรที่จะกลั้วน้ำชาให้ทั่ว โดยกลั้วเบาๆรอบปาก สังเกตการรับรู้ของผิวลิ้นและปลายลิ้นสองข้าง

        หากรับรู้ถึงความหนักแน่น ซึมผ่านจากผิวลิ้นเข้าสู่ข้างใน ทำให้ส่วนที่ยิ่งลึกเกิดความรู้สึกทางประสาทสัมผัส เต็มคำ หนืด นี่จึงจะถือเป็นชาที่มี“ความหนา”


        “ชาที่สามารถยิ่งเก่ายิ่งหอม ต้องเป็นชาที่มีความหนา” 


หมายเหตุ : บทความเก่า《หนาและเข้ม บางและจาง》:  https://puerthaiblog.blogspot.com/2015/07/blog-post_2.html

เอกสารอ้างอิง :

茶汤的浓度和厚度是一回事吗?: https://m.ipucha.com/show-38-1823.html

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

หุยกานและหุยเถียนเป็นคนละเรื่องเดียวกัน ?



        เวลาดื่มชา บางคนพูดว่ามีความรู้สึก “หุยกาน/回甘” บ้างก็ว่ามีความรู้สึก “หุยเถียน/回甜” การกล่าว 2 แบบเช่นนี้ใช่มีความหมายเดียวกันหรือไม่ ? เชื่อแน่ว่าคนชาส่วนใหญ่ล้วนคิดว่า 2 คำนี้ใช้อธิบายความหมายเดียวกัน ทว่าพวกมันมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญแต่ยากที่จะรับรู้ได้ ปัญหานี้บ่งบอกถึงอักษรจีนที่ครอบคลุมและลึกซึ้ง เพียงตัวอักษรเขียนต่างกัน 1 ตัว แต่เป็นความรู้สึก 2 แบบ และก็แสดงให้เห็นถึงความละเอียดลออด้านการผัสสะรสชา ต้องพิถีพิถันในการชิมดื่ม จึงจะสามารถผ่านทะลุและเข้าใจอย่างลึกซี้ง

        ถ้าหากคิดที่จะแยกแยะความแตกต่างของ 2 คำนี้ จะต้องมาให้คำจำกัดความของ “หุยกาน” และ “หุยเถียน” อย่างชัดเจน

        1. นิยามเกี่ยวกับหุยกาน (หวานย้อน)

        “หุยกาน” คือ “ความรู้สึก” แบบหนึ่ง เป็นคำขยายนามที่น้ำชานำคนชาเข้าสู่สภาวะหนึ่ง เมื่อดื่มน้ำชาเข้าปาก จะรู้สึกค่อนไปทางขมฝาด แต่ก็มีความรู้สึกหวานบางเบา หลังจากนั้นรสขมฝาดค่อยๆลดลง รสหวานจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วกลบรสขม ท้ายสุดรสหวานก็จะค่อยๆเจือจางหายไป ซึ่งนี้ก็คือ “หุยกาน” ที่กล่าวถึง เป็นความรู้สึกพิเศษเฉพาะที่เป็นผลร่วมจากรสขมฝาดกับรสหวาน และก็คือ “ขมสิ้นหวานตาม/苦尽甘来” ที่พวกเรามักอ้างถึงบ่อยๆ

        2. ทำไมถึงเกิดปรากฏการณ์หุยกาน ?

        นี่เป็นเพราะว่า ทีโพลิฟีนอลส์ คาแฟอิน กรดอะมิโน โพลิแซคคาไรด์ ที่ละลายออกมาจากการชงแช่ใบชาเป็นสารตัวหลักที่ประกอบกันขึ้นเป็นรสชาติของน้ำชา ทีโพลิฟีนอลส์และคาแฟอินเป็นสารตัวหลักที่สำแดงออกมาเป็นรสขมและรสฝาด คาเทชินในกลุ่มโพลิฟีนอลส์ โดยเฉพาะคาเทชินชนิดแกลแลตเป็นตัวหลักที่ก่อเกิดรสฝาด กรดอะมิโนเป็นสารประกอบที่ทำให้รู้สึกสดชื่น

        กระบวนการที่เปลี่ยนแปลงจาการรวมตัวของทีโพลิฟีนอลส์กับโปรตีนก็คือ “หุยกาน” ทีโพลิฟีนอลส์เมื่อรวมตัวกับโปรตีนแล้วเกิดเป็นชั้นฟิล์มบางๆที่น้ำไม่สามารถซึมผ่านได้ นำไปสู่กล้ามเนื้อโพรงปากบางส่วนเกิดการหดตัว ทำให้เกิดความรู้สึกขมฝาดขึ้นมา เมื่อชั้นฟิล์มนี้แตกสลายตัว ตัวรับความรู้สึกของกล้ามเนื้อโพรงปากก็ฟื้นคืนสู่สภาพปกติ แล้วก่อให้เกิดปรากฏการณ์หุยกาน

        ความเป็นจริง หุยกานเป็น “ความรู้สึกที่เข้าใจผิด” แบบหนึ่ง อันเนื่องจากการที่ถูกรสชาติหนึ่งกระตุ้นอย่างรุนแรงเต็มพิกัด นำไปสู่ให้อวัยวะรับความรู้สึกหลังจากสัมผัสกับอีกรสชาติหนึ่งแล้วเข้าใจผิดว่าเป็นรสชาติตรงข้ามกับรสชาติกระตุ้นก่อนหน้านี้ ซึ่งสมมุติฐานนี้เชื่อว่ารสชาติเป็นแนวความคิดที่อยู่ตรงกันข้าม เช่นหลังจากที่คุณได้ดื่มสิ่งที่มีรสหวานมากๆแล้วดื่มน้ำเปล่าตาม จะมีความรู้สึกว่าน้ำเปล่านี้มีรสขม แต่หลังจากดื่มสิ่งที่มีรสขมแล้วดื่มน้ำเปล่า ก็จะคิดว่าน้ำเปล่ามีรสหวาน มันก็คือ “ผลจากการเปรียบเทียบ/Contrast Effect”

        3. นิยามเกี่ยวกับหุยเถียน (หวานตาม)

        “หุยเถียน” คือ “การลิ้มรส” ชนิดหนึ่ง ก็คือการได้สัมผัสรสหวานโดยตรงหลังจากดื่มน้ำชาเข้าปากไปแล้ว หลักใหญ่ใจความเป็นการบ่งชี้ถึงใบชาที่ผ่านการหมัก สารที่เป็นตัวกระตุ้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงหลังผ่านการหมัก โพลิแซคคาไรด์เป็นสารที่สัมผัสได้เด่นชัด

        สารกลุ่มน้ำตาลมีปริมาณประกอบอยู่ใบชาประมาณ 25% ในนี้เป็นน้ำตาลที่สามารถละลายในน้ำประมาณ 4% ของน้ำหนักทั้งหมดของใบชาแห้ง ซึ่งเป็นสารหลักตัวหนึ่งที่เป็นจุดกำเนิดรสชาติและกลิ่นหอมของน้ำชา น้ำตาลที่สามารถละลายในน้ำเช่น กลูโคส กาแล็กโตส เพคทิน เป็นต้นที่เป็นส่วนประกอบหลักในรสหวานของน้ำชา ซึ่งมีผลในการกลบและกลมกลืนกับรสขมฝาดของชา ปริมาณที่เป็นองค์ประกอบของน้ำตาลส่วนนี้ยิ่งมาก ปริมาณที่ละลายออกมาจาการชงแช่ยิ่งมาก รสชาติของน้ำชาก็จะยิ่งหวานละมุนและไม่ขมฝาด นี่เป็นเหตุผลหนึ่งของหุยเถียนในการดื่มชา

        นอกจากนั้น ในช่วงการดื่มชา โพลิแซคคาไรด์ในชาที่ไม่มีรสหวานแต่มีความหนืด จะติดค้างอยู่ในโพรงปาก อะไมเลสซึ่งเป็นเอนไซม์ในน้ำลายเกิดปฏิกิริยาการย่อยสลายแป้งให้เป็นน้ำตาลมอลโตสที่มีรสหวาน นี่ก็เป็นเหตุผลที่ชาสามารถเกิดหุยเถียน

        นอกจากสารน้ำตาลข้างต้นแล้ว สารบางชนิดของกรดอะมิโน คาเทชิน ธีอารูบีจินส์ เป็นสารที่นอกจากสำแดงรสสดแล้ว ยังสำแดงรสหวาน นี่ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยของหุยเถียนในชา

        4. ความแตกต่างของหุยกานและหุยเถียน

        ถ้าหากต้องเปรียบเทียบออกมาให้เด่นชัด นั่นก็คือ หุยกานเป็นผลจากปัจจัยทางเคมี ส่วนหุยเถียนเป็นผลจากปัจจัยทางกายภาพ

        หุยกาน : หลังจากดื่มน้ำชาเข้าปาก จะนำไปสู่ให้หน้าที่ในร่างกาย(Body Function)ที่ลำคอหลั่งสารคัดหลั่งออกมา ซึ่งสารคัดหลั่งที่มีเชื้อจุลินทรีย์จะผสมผสานกับน้ำลายแล้วทำให้รู้สึกถึงรสหวาน นี่ถือเป็นผลที่ก่อเกิดจากกระบวนการหมักของเชื้อจุลินทรีย์

        หุยเถียน : ชาเก่าที่จัดเก็บมานานโดยทั่วไปจะมีรสหวานอย่างเด่นชัด สืบเนื่องจากมีโพลิแซคคาไรด์ปริมาณมากในชา โพลิแซคคาไรด์เหล่านี้จะถูกรับรู้โดยอวัยวะสัมผัสในโพรงปาก




เอกสารอ้างอิง :
1. “回甘”与“回甜”是同一回事吗?https://www.sohu.com/a/218339013_100011135
2. 茶中的“回甘”与“回甜”到底有何区别?https://kuaibao.qq.com/s/20190921AZPHSZ00?refer=spider

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ขมสิ้นหวานตาม

ความรู้เรื่องชาผูเอ๋อร์ ตอน...
ขมสิ้นหวานตาม



     "ขม(苦)" ขมและหวานเป็นรสที่ตรงกันข้าม ผู้คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะเด็กๆจะนิยมชมชอบหวานแต่จะปฏิเสธขม เพราะขมทำให้รู้สึกกระอักกระอ่วน ขมมีหลายแบบ ขมแบบดีทำให้รู้สึกสบายใจ ขมแบบไม่ดีทำให้รู้สึกลำบากใจ เช่นมะระ เด็กๆจะไม่กล้าทานเพราะกลัวเหมือนทานยาขม แต่ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่จะชอบทาน เพราะทานแล้วแม้มีความรู้สึกขมแต่สบายใจ ทำนองเดียวกับความขมในใบชา เราสามารถแยกแยะได้ว่าเป็นแบบขมดีหรือขมไม่ดี ซึ่งก็คือสามารถจำแนกได้ว่าเป็นชาดีหรือชาไม่ดี

     "หวาน(甜)" คำภาษาจีนมาจากการประสมของ ลิ้น(舌) + กาน(甘) หมายถึงรสหวานที่ตุ่มรับรสของลิ้นสัมผัสได้ รสหวานที่ดีจะต้องไม่เกิดความรู้สึกเลี่ยนหรือเปรี้ยวสะท้อนกลับ(反酸) จะต้องเกิดความรู้สึกหวานย้อนกลับ คือ มีความรู้สึกหวานนุ่มลื่นคอทำให้หวนรำลึกถึง

     "กาน(甘)" เป็นความรู้สึกชนิดหนึ่ง ความรู้สึกที่รับรู้ของเซลล์ประสาทภายในโพรงปาก เป็นความรู้สึกที่ชื่นใจ เบิกบาน เสมือนมีรสหวานที่ไม่เลี่ยน "หุยกาน"เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของชาดี ยิ่งถ้าเป็นชาที่ดีเลิศ หุยกานจะทำให้รู้สึกหวานเต็มปากและลึกลงไปในลำคอ

     "ขมสิ้นหวานตาม(苦尽甘来)" หมายถึง รสขมมลายสิ้นไปแล้วเกิดความรู้สึกมีรสหวานย้อนตามมา โดยทั่วไป น้ำชาที่มีรสขมฝาดเมื่อละลายหายสิ้นไปจะเกิดรสหวานตามมา คือ เกิดปรากฏการณ์ "หุยกาน(回甘)"

     "หุยกาน" เกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง?
  • สมมุติฐานที่ 1 : เป็นผลลัพธ์จากการแปรเปลี่ยนของความรู้สึกฝาด หวังเย่เฟย(王岳飞) อาจารย์มหาวิทยาลัยเจ้อเจียงแผนกวิชาชาศาสตร์ได้แสดงความคิดเห็นไว้ว่า "ทีโพลิฟีนอลส์ที่ประกอบอยู่ในใบชาสามารถรวมตัวกับโปรตีนแล้วเกิดเป็นชั้นฟิล์มบางๆที่น้ำซึมผ่านไม่ได้ภายในโพรงปาก แล้วกล้ามเนื้อโพรงปากจะเกิดการหดตัวทำให้เกิดความรู้สึกฝาดขึ้น เป็นเหตุให้น้ำชาที่ดื่มเข้าปากใหม่ๆจะมีความรู้สึกขมฝาด แรกเริ่มภายในโพรงปากจะรู้สึกฝาด ชั่วครู่เมื่อชั้นฟิล์มแยกสลายแล้ว กล้ามเนื้อโพรงปากคลายตัวคืนสู่สภาพปกติ การแปรเปลี่ยนทางคุณลักษณะฝาดสมาน(收敛性)นี้ ก่อให้เกิดความรู้สึกหุยกานและน้ำลายสอขึ้น" สรุป อาจารย์หวังเชื่อว่า"หุยกาน"ก็คือผลลัพธ์ของการที่ทีโพลิฟีนอลส์จับรวมตัวกับโปรตีน
  • สมมุติฐานที่ 2 : "หุยกาน"เป็นความรู้สึกการเข้าใจผิดของโพรงปาก เป็น"ผลจากปฏิกริยาตอบสนองตรงข้าม"---McBurney D.H. และ Bartoshuk L.M. ได้เสนอบทความ 《Interactions between stimuli with different taste qualities》 ในปี 1973 จากผลของการศึกษาว่า "รสหวานและรสขมเป็นแนวความคิดที่อยู่ตรงข้ามกัน เมื่อได้ลิ้มรสสารที่มีรสหวานแล้วจะทำให้รู้สึกน้ำมีรสขม แต่เมื่อได้ลิ้มรสขมแล้วจะทำให้รู้สึกน้ำมีรสหวาน" ปรากฏการณ์แบบนี้ก็คือผลของการปฏิกริยาตอบสนองตรงข้าม เป็นเหตุให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าความรู้สึกการเข้าใจผิดเช่นนี้อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิด"หุยกาน"
     อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าน้ำชายิ่งมีรสขมมากระดับของหุยกานจะยิ่งมาก ชาบางอย่างเมื่อรสขมละลายสิ้นแล้วแต่หุยกานไม่เกิดตามมา ชาบางอย่างมีรสขมฝาดน้อยมากแต่รู้สึกหุยกานเด่นชัดมากและนาน เกี่ยวกับกลไกของ"หุยกาน" ณ ปัจจุบันทางวิชาการยังกำลังศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบและเชิงลึก แต่ยังไม่มีผลการศึกษาที่เป็นข้อสรุปได้แน่ชัดออกมา แต่มีผลการศึกษาวิจัยและข้อคิดเห็นของนักวิชาการบางท่านที่ใช้ประกอบการพิจารณาและอ้างอิงได้ เช่น

     1. Tea Polyphenol(TP) และ Total Sugar(TS) : สี่ย่งเฉียน(许勇泉) ได้ใช้ลิ้นอิเลคโทรนิค(ลิ้นอัจฉริยะระบบไฟฟ้าที่สร้างเพื่อเลียนแบบกลไกของความรู้สึกทางรสของมนุษย์) ทำการวิเคราะห์รสชาติของน้ำชา จากผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึงรสขมของน้ำชาและรสชาติหุยกานมีนัยยะที่สัมพันธ์กันอย่างเด่นชัด ต่างช่วยเสริมซึ่งกันและกัน ปริมาณของ TP และ TS มีความสัมพันธ์กับรสชาติหุยกานของน้ำชาอย่างเด่นชัด ความเข้มข้นในขอบเขตที่แน่นอนระดับหนึ่ง TP และ TS มีส่วนช่วยยกระดับรสชาติหุยกานของน้ำชาให้สูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ชาดิบผูเอ๋อร์ทั่วไปจะมีปริมาณ TP ค่อนข้างมาก หุยกานจึงเด่นชัดมาก นี้เป็นข้อพิสูจน์หนึ่งของการศึกษานี้

     2. Flavone(黄酮) : แม้ยังไม่มีผลการศึกษาว่า Flavone ในใบชาก่อให้เกิด"หุยกาน" แต่มีผลการศึกษาว่า Flavone ในหนำเลี้ยบ(橄榄)เป็นสารที่ก่อให้เกิดหุยกานได้ รสขมของหนำเลี้ยบมาจากสารพวก Glycoside(苷) Flavone และ Polyphenol ซึ่ง Flavone จะมีปริมาณองค์ประกอบมากกว่าสารอื่นๆ ส่วนรสขมของมะระมาจาก Saponin(่皂苷) และ Glycoside ซึ่งสารกลุ่ม Glycoside มีเพียงรสขม ดังนั้น เมื่อทานมะระมีเพียงความรู้สึกขมแต่ไม่มีความรู้สึกหุยกาน ส่วนความรู้สึกทางรสของ Flavone จะพิเศษมาก เมื่อเริ่มทานเข้าไปจะมีรสขมฝาด แต่สักชั่วครู่จะรู้สึกถึงรสหวานแบบธรรมชาติ  Flavone ในหนำเลี้ยบเป็นสาเหตุหลักของหุยกาน ปริมาณ Flavone ยิ่งมาก หุยการจะยิ่งเด่นชัดมากขึ้น ส่วน Flavone ในใบชาที่มีปริมาณประมาณ 3-4% ของใบชาแห้ง แต่กลไกหุยกานของ Flavone ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาวิจัย ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้

     3. Organic Acid(有机酸) : กรดอินทรีย์ในใบชาจะไปกระตุ้นต่อมน้ำลายหลั่งน้ำลายออกมาก่อให้เกิดความรู้สึก"น้ำลายสอหุยกาน" ในใบชาจะประกอบด้วยกรดอินทรีย์ประมาณ 3% ของใบชาแห้ง ส่วนใหญ่จะอยู่ในสถานะอนุมูลอิสระ กระบวนการผลิตชาในขั้นตอนการผึ่งและฆ่าเขียวจะทำให้ปริมาณของกรดอินทรีย์เพิ่มขึ้น

     4. กลุ่มน้ำตาล(糖类) : ในน้ำชาจะประกอบด้วย Polysaccharide ที่ไม่มีรสหวาน แต่มีระดับของความหนืด ทำให้ติดค้างอยู่ภายในโพรงปาก แล้ว Salivary Amylase(唾液淀粉酶) เป็นเอนไซม์ในน้ำลายจะทำการย่อยสลายแป้งให้เป็นน้ำตาล Maltose(麦芽糖) ที่มีรสหวาน การย่อยสลาย Polysaccharide ของเอนไซม์จะต้องใช้ช่วงเวลาหนึ่ง ระยะเวลาของปฏิกริยานี้ทำให้เกิดความรู้สึก"หุยกาน"

     นักดื่มชาไม่น้อยมีความรู้สึกที่ดีกับ"รสหวาน(甘甜)"ของชา เช่น "หวานละมุน(甘醇)" "กาน(甘)" "หุยกาน(回甘)" คำเหล่านี้มักถูกใช้แสดงถึงใบชาที่มีคุณภาพดีเลิศ จากมุมของการชิมดื่มเพื่อความปลื้มปิติ หนานุ่ม สดชื่น ไม่ขมไม่ฝาด เป็นรสชาติของชาที่ทำให้ผู้คนรู้สึกรื่นรมย์ยินดี แต่จากมุมของผู้อาวุโสที่ชอบดื่มชาจำนวนไม่น้อย ชาที่ "ขมสิ้นหวานตาม" จึงจะถือเป็นชาดีเที่ยงแท้ แม้นว่าปัจจุบันกลไกของ"หุยกาน"ยังไม่ทราบชัดเจน แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการชิมดื่มชาเพื่อถวิลหา"ขมสิ้นหวานตาม" เนื่องเพราะ...ชาดั่งเช่นชีวิตคน...

     ขมสิ้นหวานตาม
     苦尽甘来
     Bitterness ends Sweetness begins

(อ่าน-แปล จากหลายบทความ เรียบเรียง-ย่อ-เขียน ลงบนบทความนี้)

โพสต์นี้เคยเผยแพร่เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2558 ลงในเฟสเพจสมาคมผู้รักชาผูเอ่อร์แห่งประเทศไทย  https://www.facebook.com/groups/1465523990337272/
                

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

หนาและเข้ม บางและจาง

ความรู้เรื่องชาผูเอ๋อร์ ตอน...
หนาและเข้ม บางและจาง



     ในรสชาติของชาผูเอ๋อร์มีอยู่สองแนวความคิด คือ "หนา"และ"เข้ม" ซึ่งทำให้เกิดความสับสนได้ง่าย อาจเข้าใจ"หนา"และ"เข้ม"เป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกัน หรือเข้าใจเป็นสิ่งเดียวกัน แต่ความจริงแล้วมีความแตกต่างกันมาก โดยจะขอใช้ดนตรีมาเทียบเคียง เช่น วงดนตรีคลาสสิคขนาดใหญ่(Symphony Orchestra) บรรเลงเพลงคลาสสิคที่ต้องใช้เครื่องดนตรีกว่าร้อยชิ้นและครบทุกชนิด เสียงของเครื่องดนตรีแต่ละชนิดสามารถแยกแยะรับฟังออกมาได้ชัดเจน มีมิติของความสุขจากความรู้สึกของการฟัง ยิ่งถ้าหากได้ไปนั่งฟังการบรรเลงสดแล้ว ยิ่งมีความรู้สึกดื่มด่ำจากเสียงดนตรีที่ใสแจ๋วคมชัดขึ้น เพราะว่าเสียงของเครื่องดนตรีแต่ละชนิดมีช่องเสียงและความถี่เสียงไม่เหมือนกันมาทับซ้อนกัน จะทำให้เกิดความรู้สึกที่หนาแน่นของการฟัง แต่ถ้าเป็นเครื่องดนตรีชนิดเดียวกันบรรเลงในความถี่เสียงเดียวกัน ถึงแม้จะเพิ่มจำนวนเครื่องดนตรีมากชิ้นขึ้นอีก ก็ได้แต่เพียงเสียงที่ดังขึ้นเท่านั้น แต่ไม่ก่อให้เกิดผลที่หนาแน่นจากการฟัง ความถี่เสียงเดียวกันเปลี่ยนแปลงได้เฉพาะความดังขึ้นหรือเบาลงของเสียง ความถี่เสียงที่ต่างกันจะทำให้เกิดความรู้สึกหนาหรือไม่หนาที่แตกต่างกัน

     หนาและเข้ม

     "หนา(厚)" หมายถึงรสชาติที่เต็มเปี่ยม คือ รสชาติที่หลากหลายรสผสมกลมกลืนกัน ก่อให้เกิดความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความหนาแน่นอิ่มเอิบ "เข้ม(浓)" หมายถึงระดับความข้นของรสใดรสหนึ่ง อย่างเช่นน้ำชามีความเข้มไม่พอ สามารถเพิ่มความเข้มโดยการเพิ่มปริมาณใบชา เพิ่มความร้อนของน้ำ เพิ่มระยะเวลาการชงแช่ให้นานขึ้น แต่ก็ได้เพียงรสเดิมที่เข้มข้นขึ้นเท่านั้น และไม่สามารถเพิ่มรสชาติอื่นๆเพิ่มเติมออกมา ความหนาของชาเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างให้มา ซึ่งก็คือ ในใบชามีสารประกอบทางเคมีต่างๆอยู่อย่างบริบูรณ์ ทำให้น้ำชามีรสชาติที่หนาแน่นเต็มเปี่ยม บางครั้งที่กล่าวว่าชานี้รสอ่อน ที่แท้หมายความว่าน้ำชานี้รสชาติไม่ถึงหรือมีความหนาแน่นไม่พอ แต่อาจมีผู้คนเข้าใจผิดโดยทำการชงชาที่ไม่หนาให้เข้มขึ้น นั่นแสดงว่ายังไม่เข้าใจความแตกต่างของ"หนา"และ"เข้ม"

     บางและอ่อน

     ทำนองเดียวกับหนาและเข้ม "บาง(薄)" หมายถึงเดี่ยว ไม่หลากหลาย "จาง(淡)" หมายถึงเจือจาง ไม่เข้มข้น ในความเป็นจริง"บาง"และ"จาง"จะแยกแยะออกได้ยากมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีความรู้เรื่องชายังไม่ลึกซึ้งพอ ทำให้สับสนได้ง่าย โดยทั่วไปผู้คนส่วนใหญ่มักจะนิยมดื่มชาจางมากกว่าเข้ม โดยเฉพาะชาที่จางแต่มีรสชาติที่หนาแน่นเต็มเปี่ยม จะทำให้รู้สึกน้ำชามีความกลมกล่อมอร่อย กลับกัน ถ้าเป็นชาที่จางและมีรสชาติที่บางจืดชืดแล้ว ผู้คนก็จะไม่นิยมดื่มกัน บางและจางเป็นคนละเรื่องกัน บางได้จากธรรมชาติสร้างมา เป็นตัวที่ถูกกำหนดจากคุณภาพของใบชา จางถูกกำหนดจากน้ำมือมนุษย์โดยวิธีการชงชา ชาที่บางสามารถชงให้เข้มหรือจาง ชาที่จางมีเพียงหนาหรือบาง

(อ่าน-แปล จากหลายบทความ เรียบเรียง-ย่อ-เขียน ลงบนบทความนี้)

โพสต์นี้เคยเผยแพร่เมื่อวันที่ 08 ม.ค. 2558 ลงในเฟสเพจสมาคมผู้รักชาผูเอ่อร์แห่งประเทศไทย  https://www.facebook.com/groups/1465523990337272/

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

รสชาติของชาผูเอ๋อร์

ความรู้เรื่องชาผูเอ๋อร์ ตอน...
รสชาติของชาผูเอ๋อร์



     "รส(味)" โดยทั่วไปหมายถึง รสใดรสหนึ่งจาก 5 รสคือ หวาน ขม เปรี้ยว เค็ม เผ็ด

     "ความรู้สึกของรส(味觉)" คือ ตุ่มรับรสของลิ้นกระทบรสต่างๆ เช่น รสหวาน รสขม

     "รสชาติ(滋味)" หมายถึง หลายๆรสผสมกลมกลืนกัน ถ้าเป็นรสเข้มข้นประสมกันลงตัวเป็นกลางสมดุลย์เหมาะเจาะ ก็จะทำให้มีความรู้สึกอร่อย

     "ความรู้สึกของรสชาติ(味感)" หมายถึง ความรู้สึกของโพรงปาก นอกจากรส 5 รสแล้ว ยังรวมความรู้สึก กาน ฝาด ลื่น ชุ่ม สด ชื่น คล่อง หนืด หนา นุ่ม และ ชา แสบ ทิ่ม บีบ แห้ง ฝืด คาว เป็นต้น ความรู้สึกชุดแรกถือเป็นปฏิกิริยาตอบสนองที่ดี ความรู้สึกชุดที่สองถือเป็นปฏิกิริยาตอบสนองที่ไม่ดี

     รสชาติของชาผูเอ๋อร์

     ในขณะที่ดื่มชา ลิ้นที่มีความอ่อนไหวสูงสามารถสื่อรสชาติภายในน้ำชาผ่านประสาทไปยังสมองอย่างรวดเร็ว แล้วก่อให้เกิดการตระหนักรับรู้หรือคือการเสพความรู้สึก รสชาติที่ลิ้นกระทบมาจากสสารอะไรบ้าง?

     ความจริง รสชาติของใบชา คือ ปฏิกิริยาเหนี่ยวนำของประสาทสัมผัสทางความรู้สึกของรสชาติต่อสสารภายในใบชาที่ทำให้เกิดรส ชนิดและปริมาณของสสาร อัตราส่วนที่แตกต่างและเปลี่ยนแปลง ล้วนมีผลต่อรสชาติของน้ำชา รสหลักๆของน้ำชาประกอบด้วย 4 รส คือ :

     1. รสฝาด (涩味)

     รสฝาดของน้ำชา เกิดจากสารทีโพลิฟีนอลส์คือจากสารคาเทชินเป็นหลัก โดยเฉพาะอิสเตอร์คาเทชิน(Ester-Catechin) รสฝาดบางส่วนของน้ำชาเกิดจากอิสเตอร์คาเทชินทำปฏิกิริยากับแผ่นฟิล์มโปรตีนเคลือบภายในโพรงปากได้เป็นสารที่น้ำซึมผ่านไม่ได้ ทำให้เกิดฝาดสมาน(Astringency : 收敛性)

     2. รสขม (苦味)

     คาแฟอีนเป็นสารตัวหลักที่ทำให้เกิดรสขมในน้ำชา เนื่องจากเกิดการระเหยได้ง่ายภายใต้ความร้อน ดังนั้นใบชาที่ผ่านกระบวนการชงมาหลายครั้งแล้วปริมาณคาแฟอีนจะลดลงอย่างชัดเจนมาก กลุ่มสารสีม่วง(Anthocyanine : 花青素) เป็นสารอีกตัวที่ทำให้น้ำชามีรสขม ถ้าหากน้ำชา 150 ml. มีกลุ่มสารสีม่วง 15 mg. ก็จะมีรสขมอย่างเด่นชัดมาก เนื่องจากชาในฤดูร้อนถูกแสงแดดมาก จะประกอบด้วยกลุ่มสารสีม่วงปริมาณสูง นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ชาฤดูร้อนมีรสขมฝาดมาก คุณภาพจึงด้อยลง

     3. รสสด (鲜味)

     กรดอะมิโนเป็นสารตัวหลักที่ประกอบขึ้นเป็นรสสดชื่นของใบชา กรดอะมิโนในใบชามีมากชนิด แต่ละชนิดมีคุณสมบัติในการแสดงรสออกมาไม่เหมือนกัน อย่างเช่น Theanine(茶氨酸) ซึ่งมีปริมาณ 50% ของกรดอะมิโนในใบชา มันมีรสสดชื่นสูงมากเป็นพิเศษ สามารถบรรเทารสขมฝาดของชาให้เบาบางได้ เพิ่มรสหวานให้แรงขึ้น ใบชาอ่อน ชาฤดูใบไม้ผลิ ชาบนภูเขาระดับน้ำทะเลสูง จะมีกรดอะมิโนปริมาณสูง จึงมีรสชาติสดชื่นคล่องคอ ใบชาแก่หยาบ ชาฤดูร้อน จะมีปริมาณกรดอะมิโนต่ำ รสสดชื่นจะด้อย
     นอกจากนั้น คาแฟอีนตัวมันเองไม่มีรสสด แต่คาแฟอีนในน้ำชาสามารถรวมตัวกับสารที่ได้จากการออกซิเดชั่นของทีโพลิฟีนอลส์เช่น Theaflavin และ Thearubigin เปลี่ยนเป็นสารเชิงซ้อนที่มีรสสดชื่น

     4. รสหวาน (甜味)

     น้ำตาลตัวหลักที่ทำให้น้ำชามีรสหวานคือมอโนแซ็กคาไรด์และไดแซ็กคาไรด์ที่ละลายน้ำได้ที่เป็นองค์ประกอบอยู่ในใบชา ซึ่งพวกมันสามารถปกปิดและกลมกลืนกับรสขมฝาดของน้ำชา ถ้ามีปริมาณยิ่งมาก รสชาติของชาจะยิ่งหวานนุ่มและไม่มีรสขมฝาด
     กรดอะมิโนบางชนิด เช่น Theanine ; Glutamic Acid ; Aspartic Acid ; D-Phenylalanine นอกจากจะแสดงออกทางรสสดแล้ว ยังแสดงออกทางรสหวานด้วย

     ฝาด ขม สด หวาน คือรสที่สำคัญต่อรสชาติของชาผูเอ๋อร์ ชาทุกจอกประกอบด้วยรส 4 แบบนี้ ระดับความเข้มข้นของ 4 รสนี้ที่แตกต่างกันผสมผสานกัน ก่อให้เกิดรสชาติที่หลากหลายที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะ

     ในกระบวนการชงชาผูเอ๋อร์ ถ้าสามารถใช้วิธีการชงโดยรักษาให้แต่ละน้ำมีความเข้มจาง(浓淡)เท่ากัน หรืออัตราการละลายน้ำของสารประกอบต่างๆในใบชาออกมาใกล้เคียงกัน ถ้าเป็นชาที่มีคุณภาพดีคือมีสารประกอบต่างๆอยู่ในใบชาอย่างบริบูรณ์(บอดี้เต็ม) ก็จะมีคุณสมบัติชงทนและน้ำชามีความหนาแน่น แล้วจะได้ลิ้มรสชาติชาผูเอ๋อร์ของแต่ละน้ำแตกต่างกัน ทำให้เราได้เสพสุขในหลากหลายระดับขั้นด้วยกัน สาเหตุเนื่องจากอัตราส่วนของสารประกอบแต่ละตัวที่ละลายออกมาไม่เหมือนกันในแต่ละน้ำ ในภาวะทั่วไป โดยประมาณน้ำที่ 6 รสชาติของน้ำชาจะสุดยอดที่สุด เพราะเป็นช่วงเวลาที่ใบชาคลี่แผ่ออกเต็มใบ สารประกอบต่างๆสามารถละลายออกมาได้ดีที่สุด ทำให้รสชาติของน้ำชามีความหนานุ่มชุ่มปากชื่นคอ

     ความรู้สึกของรสชาติ(味感) จากการชิมลิ้มรสชาผู่เอ่อร์ จักต้องอาศัยจิตใจที่สงบและความละเอียดอ่อนพอสมควร แม้ว่าต้องอาศัยญาณเป็นหลักสำคัญ เนื่องจากแต่ละคนมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อรส 5 รส และความรู้สึกทางโพรงปากไม่เหมือนกัน ระดับความอ่อนไหวไม่เท่ากัน และต่างมีความลำเอียงและมโนคติ แต่ถึงอย่างไร ก็ไม่สามารถกล่าวว่าชาดีเป็นชาไม่ดี หรือชาไม่ดีเป็นชาดี ปกติแล้วคนส่วนใหญ่จะมีข้อโต้แย้งกัน ชานี้คุณว่าดื่มดีแต่ฉันว่าดื่มไม่อร่อย ชานั้นคุณว่าดื่มไม่อร่อยแต่ฉันว่าดื่มดี ความจริงไม่น่ามาโต้เถียงกัน เพราะชาดีก็คือชาดี ชาไม่ดีก็คือชาไม่ดี ชาดีต้องมีมาตรฐาน ความรู้สึกของรสชาติก็ต้องมีมาตรฐาน

     "ชาดี" ของแต่ละคนมีแต่ระดับแตกต่างกัน แต่คุณภาพจะไม่แตกต่างกัน

     หมายเหตุ : ได้ทำการปรับปรุงบทความเก่าโดย เพิ่มเติม-ตัดออก เพื่อให้เนื้อหามีความสมบูรณ์มากขึ้น ก่อนที่จะนำมาโพสต์เก็บไว้ในบล็อคนี้

(อ่าน-แปล จากหลายบทความ เรียบเรียง-ย่อ-เขียน ลงบนบทความนี้)

โพสต์นี้เคยเผยแพร่เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2557 ลงในเฟสเพจสมาคมผู้รักชาผูเอ่อร์แห่งประเทศไทย  https://www.facebook.com/groups/1465523990337272/

วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ความสุขที่คุณดื่มได้

ความรู้เรื่องชาผูเอ๋อร์ ตอน...
ความสุขที่คุณดื่มได้



     การชิมดื่มเพื่อให้รับรู้รสชาติของน้ำชาโดยเฉพาะชาผูเอ๋อร์ ต้องอาศัยเทคนิคและศิลปะบ้างพอสมควร ถ้าหากดื่มแบบ"กรอกน้ำ"อย่างดื่มเครื่องดื่มทั่วไปยังไม่ทันได้ลิ้มรสชาติอะไรออกมากลัวจะอิ่มท้องเสียก่อน

     กลักการทั่วไป : ค่อยๆดื่มแต่คำเล็ก ให้น้ำชาหมุนเวียนภายในปาก แล้วกลืนลงอย่างช้าๆ เมื่อดื่มน้ำชาเข้าปาก ให้บนและล่างของโพรงปากเปิดมากที่สุดแล้วปิดด้วยริมฝีปาก ฟันบนและล่างแยกออกเพื่อขยายช่องปากให้ใหญ่ขึ้น แล้วผ่อนคลายกล้ามเนื้อภานในโพรงปาก เพื่อให้ลิ้นกับขากรรไกรมีช่องว่างมากขึ้น ให้น้ำชาจุ่มแช่ในเหงือกฟันล่างและใต้ลิ้น กลืนลงไปโดยการหุบโพรงปากให้เล็กลง น้ำชาจะถูกกดดันกลืนลงลำคอ ในขณะที่ทำการหุบโพรงปากให้เล็กลง น้ำชาและอากาศที่อยู่ใต้ลิ้นถูกดันออกมาแล้ว ใต้ลิ้นจะมีความรู้สึกมีฟองแพร่กระจาย เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "เซินจิน(生津 : น้ำลายสอ)"

     "ลิ้น" อวัยวะประสาทสัมผัสรสชาติที่ประกอบด้วยตุ่มรับรสมากมาย และแต่ละส่วนจะมีศักยภาพในการรับรสไม่เหมือนกัน ตรงส่วนปลายลิ้นจะกระทบ"รสหวาน(甜味)" สองข้างด้านหน้าของลิ้นจะกระทบ"รสเค็ม(咸味)"หรือวัดระดับความ"นุ่มนวล(醇和)"ของน้ำชาผูเอ๋อร์ สองข้างด้านหลังของลิ้นจะกระทบ"รสเปรี้ยว(酸味)" ตรงส่วนโคนลิ้นจะกระทบ"รสขม(苦味)" ตรงกลางลิ้นจะรับความรู้สึกของ"รสฝาด(涩味)" เนื่องจากแต่ละส่วนของลิ้นรับรสไม่เหมือนกัน ดังนั้น เวลาชิมสิ้มลองรสชาติของน้ำชา เมื่อน้ำชาเข้าปากแล้ว ควรให้น้ำชากระเพื่อมวนเวียน เพื่อให้รสชาติทุกอย่างเกิดการกระทบโดยลิ้น (ความร้อนของน้ำชาที่เหมาะสมต่อการชิมดื่ม โดยทั่วไปประมาณ 50ºC)

     ความรู้สึกจากการดื่มน้ำชาเข้าปากเป็นเพียงความรู้สึกฉากหน้า สิ่งสำคัญคือ ความรู้สึกหลังจากดื่มจบ รสขมฝาดมีการละลายหายไปทันทีหรือไม่ หุยกาน(回甘) ความหวานย้อนกลับ(回甜) เซินจิน(生津) และกลิ่นหอมของชาแพร่ขึ้นมาจากลำคอ จะเกิดขึ้นเร็วและนานหรือไม่ โดยทั่วไป ชาดิบผูเอ๋อร์ที่อายุใหม่ๆหรือที่ผ่านพัฒนาการไม่เกิน 30 ปี จะมีรสขมฝาดที่กระตุ้นให้เกิดน้ำลายสอ ต่อมน้ำลายในแก้มสองข้างจะหลั่งน้ำลายออกมามาก(两颊生津) เกิดความรู้สึกเปียกชุ่มบนลิ้นที่เป็นความรู้สึกพิเศษเฉพาะ

     น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวและเชิงซ้อนที่มีคุณสมบัติละลายน้ำได้ที่เกิดจากการแปรเปลี่ยนของสารคาร์โบไฮเดรตในขบวนพัฒนาการ จะมีผลต่อระดับความหนืดข้น(粘稠度)ของน้ำชาและทำให้รู้สึกมีรสหวานย้อนกลับแล้วค้างติดอยู่ในปากอย่างยาวนาน ทำให้ลำคอสุดชื่นดับกระหายน้ำให้มลายไป

     "มีชาดีดื่ม ดื่มชาดีเป็น เป็นความสุขที่สดใส"(有好茶喝,会喝好茶,是一种清福) ชาทุกชนิดล้วนมีคุณประโยชน์ทางโภชนาการอาจมากหรือน้อยแล้วแต่คุณสมบัติของชานั้นๆ และชาแทบทุกชนิดต่างก็มีสี กลิ่น รส ที่เป็นลักษณะเฉพาะของตนเองทำให้คนดื่มมีความดื่มด่ำเฉพาะจากชานั้นๆ การดื่มชาถือเป็น"ปัจเจกนิยม" ต่างมีความรู้ ประสบกาณ์ แนวความคิด สภาพแวดล้อม พฤติกรรม ความเชื่อ และรสนิยมไม่เหมือนกัน และทุกวันนี้ชามีหลากหลายมากมายจนจำชื่อไม่หมด ในการเลือกดื่มชา สิ่งสำคัญอย่าดื่มเพราะ"สตอรี่"ของชาหรือพิจารณาจากลักษณะภายนอกอย่างผิวเผิน ดีที่สุดมีการชิมลิ้มลองก่อน ชาที่ถูกปากถูกใจที่สุดก็คือ"ชาดี" อาจจะมีตัวเดียวหรือหลายๆตัวก็ได้ ชาดีตัวนี้ในวันนี้อาจถูกแทนที่ด้วยชาตัวอื่นในวันหน้าก็ได้ สิ่งสำคัญ มีชาดีดื่มและดื่มชาดีเป็น ก็จะมีความสุขทั้งกายและใจ ทำให้การดื่มชาทุกครั้งจะมีคุณค่าที่คุณจะสัมผัส "ความสุขที่คุณดื่มได้" !!

(อ่าน-แปล จากหลายบทความ เรียบเรียง-ย่อ-เขียน ลงบนบทความนี้)

โพสต์นี้เคยเผยแพร่เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2557 ลงในเฟสเพจสมาคมผู้รักชาผูเอ่อร์แห่งประเทศไทย  https://www.facebook.com/groups/1465523990337272/