วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569

คนจีนดื่มชาหลงทางไปทีละก้าวได้อย่างไร (3/7)


คนสมัยราชวงศ์ซ่งดื่มชา ต่างจากการทำลาเต้อาร์ตตรงไหน?


✅ ขอสรุปสั้นๆก่อนเลยว่า… 

| แทบไม่ต่างกัน 

คนสมัยซ่งเรียกว่า "เตี่ยนฉา" (点茶-การตีชา)

ส่วนทุกวันนี้คุณเรียกว่า "ลาเต้อาร์ต"


🔛 แต่แก่นแท้เหมือนกันอย่างน่าประหลาด

| คือการทำให้ตาได้ฟินก่อนที่ปากจะได้ฟิน!

-----

คนสมัยซ่งไม่ได้ชงใบชา แต่บดชาเป็นผง 


🤦‍♂️ ชาวซ่งจะนำชาอัดก้อนมาบดจนละเอียดเป็นผง จากนั้นใส่ลงในถ้วย แล้วใช้แปรงไม้ไผ่ (ฉาเสี่ยน/茶筅) ตีอย่างต่อเนื่องจนเกิดฟองสีขาวหนานุ่มเต็มผิวหน้า


👑 จักรพรรดิซ่งฮุยจง ทรงเขียนไว้ใน ≪ต้ากวนฉาหลุ่น/大观茶论≫ ว่า

| “ค่อย ๆ เติมน้ำ แล้วตีชาอย่างต่อเนื่อง มือเบา แต่แรงที่แปรงต้องหนัก ข้อมือต้องหมุนไม่หยุด”

 แปลเป็นภาษาง่าย ๆ ก็คือ 

| ข้อมือห้ามพัก


❌ คุณคิดว่านี่คือการดื่มชา?

ไม่... นี่คือการฝึกกล้ามแขนระดับมืออาชีพ

-----

"ลาเต้อาร์ต" ของชาวซ่งเล่นกันอย่างไร?


💪 เมื่อฟองชาถูกตีขึ้นมาแล้ว การแข่งขันที่แท้จริงเพิ่งเริ่มต้น...

| สิ่งที่เรียกว่า "โต้วฉา" (斗茶-ดวลชา)

ไม่ได้แข่งกันว่าใครชงอร่อยกว่า 

🔸แต่แข่งกันว่า

   - ใครตีฟองได้ขาวกว่า

   - ใครทำให้ฟองอยู่ได้นานกว่า

   - ใครควบคุมผิวหน้าชาได้สวยกว่า

🔹 ต่อมามีการพัฒนาเป็น

   - วาดดอกไม้

   - เขียนตัวอักษร

   - วาดภูเขาและสายน้ำ

บนผิวฟองชา


🌈 ศิลปะนี้เรียกว่า

茶百戏 (ฉาป๋ายซี่-Tea Latte Art)

水丹青 (สุ่ยตันชิง-Water Painting)

ลองจินตนาการดู คนกลุ่มหนึ่งนั่งล้อมวงกัน แล้วแข่งขันว่า :

| "ใครจะทำให้ภาพบนฟองชาอยู่ได้นานที่สุด"

ฟังดูคล้ายการแข่งขันลาเต้อาร์ตในร้านกาแฟสมัยใหม่ไหม?

เพียงแค่เปลี่ยนจากเอสเปรสโซเป็นมัทฉะเท่านั้น

-----

แล้วทำไมภายหลังจึงเลิกดื่มกันแบบนี้?


❓ ถ้าคุณถามคนสมัยซ่งสิบคน เก้าคนคงตอบว่า :

| "นี่คือความสุนทรีย์"

| "นี่คือศิลปะ"

| "นี่คือศาสตร์ชั้นสูง"


‼️ แต่พูดกันตรงๆ กว่าจะได้ดื่มชาแต่ละถ้วยต้อง...

    • บดชา

    • ร่อนชา

    • ตีฟอง

วาดลวดลาย ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง และตอนดื่มยังเป่าชาไม่ได้อีก เพราะกลัวฟองแตก

-----

แล้วราชวงศ์หมิงก็เข้ามาเปลี่ยนทุกอย่าง


👑 เมื่อจักรพรรดิจู หยวนจาง (朱元璋) มีพระราชโองการว่า...

| “ยกเลิกการผลิตชาก้อนมังกร ให้ส่งบรรณาการด้วยชาใบแทน” 


📜 สาระสำคัญง่ายมาก...

| "เลิกความยุ่งยากเสียที กลับมาชงใบชาดื่มกันเถอะ"

ชาในรูปผงจึงค่อยๆหายไป และใบชากลับคืนสู่รูปแบบเดิม

การดื่มชาจากที่เคยเป็นเหมือนการแสดงศิลปะ ก็กลับมาเป็นการดื่มชาอีกครั้ง


♨️ ผลกระทบจากคำสั่งนี้รุนแรงมาก...

👉 จนศาสตร์การเตี่ยนฉาของราชวงศ์ซ่งแทบสูญหายไปจากจีน

-----

แต่มีคนเก็บมันเอาไว้


🚫 ในขณะที่จีนเลิกเล่นเกมนี้...

ญี่ปุ่นกลับรับเอาวัฒนธรรมชาสมัยซ่งไปเก็บรักษาและพัฒนาต่อ

จนกลายเป็นพิธีชงชาที่คนทั่วโลกคุ้นเคยในปัจจุบัน


👀 ดังนั้นหลายสิ่งที่คุณเห็นในพิธีชงชาญี่ปุ่นทุกวันนี้ล้วนมีรากฐานมาจากวัฒนธรรมการตีชาของราชวงศ์ซ่ง

กล่าวแบบขำ ๆ ก็คือ :

| ญี่ปุ่นนำของเล่นของชาวซ่งไปเก็บรักษาไว้อย่างดี

-----

มัทฉะลาเต้ในมือคุณ อาจเป็น "รุ่นเดียวกับซ่งฮุยจง"


🍵 ฟองนุ่มๆบนแก้วมัทฉะลาเต้ที่คุณถืออยู่ทุกวันนี้ ในแง่หลักการแล้ว...

| อาจใกล้เคียงกับสิ่งที่จักรพรรดิซ่งฮุยจงเคยดื่มมากกว่าชาอู่หลงเสียอีก

ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือ พระองค์ไม่เคยรู้จักนม

-----

💡 บทสรุป


❌ คุณอาจมองว่าลาเต้อาร์ตไม่ใช่การดื่มชาที่แท้จริง

แต่ชาวซ่งเองก็คงมองคนสมัยหมิงแล้วพูดว่า

| "นั่นต่างหากที่กำลังทำลายชา"

คนบดชาเป็นผงบอกว่า

| "ชงใบชามันขี้เกียจ"

คนชงใบชาก็บอกว่า

| "บดผงมันแค่สร้างภาพ"


🔄 สุดท้ายแล้ว...

ไม่มีใครเหนือกว่าใคร

เพราะชาไม่เคยมีคำตอบที่ "ถูกต้อง" เพียงหนึ่งเดียว

ชาไม่ใช่เรื่องของความถูกต้อง

แต่เป็นเรื่องของความสบายใจ

ถ้าคุณดื่มแล้วมีความสุข

นั่นก็คือวิธีดื่มชาที่ถูกต้องสำหรับคุณ 🍵

-----

👉 ตอนต่อไป : “คนสมัยราชวงศ์หมิงดื่มชา ต่างจากแนวคิด "Minimalism" ตรงไหน?


เอกสารอ้างอิง:

1. 宋朝人喝茶,跟拉花有什么区别?http://xhslink.com/o/5pdz4i6D4VX 

2. ให้ “ChatGPT” ช่วยในการแปลและเรียบเรียงจากภาษาจีนเป็นไทย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น